ข่าววงการท่องเที่ยว

ข่าววงการท่องเที่ยว เผยแพร่ข่าวสารทางวงการท่องเที่ยว

07/06/2026

ผู้คนวงการท่องเที่ยวว่าไง​ ?
ยกเลิก​ ​ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด​ ( ทกจ​)
โยกกรมการท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรม

07/06/2026

🇷🇺 ตีตั๋วมาเที่ยว... แต่เลี้ยวมาฉีดหน้า! CIB ทลายวิลล่าหรูภูเก็ต จับ "นักท่องเที่ยวรัสเซีย" ผันตัวเป็นหมอปลอม แอบหิ้วยาข้ามโลก สุดท้ายเกมคาเตียง!

​ภูเก็ตสวรรค์ของนักท่องเที่ยว... หรือแหล่งชุบตัวของหมอปลอม? เมื่อตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม แท็กทีมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต นำโดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และทีมงาน บก.ป. ชุดใหญ่ เปิดปฏิบัติการสุดเฉียบ "Moscow Devil Filler" (ปฏิบัติการฟิลเลอร์ปีศาจแห่งมอสโก) บุกดัดหลังชาวต่างชาติที่ทำตัวเป็น "อินฟลูเอนเซอร์สายเที่ยว" แต่เบื้องหลังแอบเสียวเปิดคลินิกเถื่อน!

​เหตุเกิดที่วิลล่าหรูหราหมาเห่าในตำบลเทพกระษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต หลังเจ้าหน้าที่สืบทราบพฤติกรรมสุดสะดุดตาของชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง ที่ตอนแรกก้าวขาเข้าประเทศมาในฐานะ "นักท่องเที่ยว" ใสๆ แต่ไปๆ มาๆ เริ่มอยู่ยาว แล้วผันตัวมาเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม" แอบเปิดคลินิกศัลยกรรมเถื่อนให้กลุ่มชาวต่างชาติด้วยกัน งานนี้ตำรวจไม่รอช้า ถือหมายค้นศาลจังหวัดภูเก็ตบุกจู่โจมทันที!

​💉 วีซ่าท่องเที่ยว... แต่สกิลเลเวล "หมอกระเป๋า"
​เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง ก็ได้พบกับ MISS KRISTINE (มาดามคริสติน) อายุ 45 ปี สัญชาติรัสเซีย ยืนต้อนรับด้วยอาการเลิกลักขั้นสุด และเมื่อตำรวจเดินตรวจค้นเข้าไปในห้องนอนชั้นล่าง... ผ่าง!! ถึงกับต้องอุทานว่า รัสเซียทำถึงเกิน!
​เพราะเจอ นางสาวแหม่ม (นามสมมุติ) นอนหงายหลังตึงอยู่บนเตียงทรีตเม้นท์ ในสภาพที่หน้าพร้อมตึง ผิวพร้อมปัง แต่คนที่จะฉีดให้ไม่ใช่หมอ! เป็นแค่นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่นึกสนุกอยากจับเข็ม!

​จากการรื้อค้นรอบห้อง ทำเอาเจ้าหน้าที่ตาโต เพราะเจอของกลางประจักษ์พยานความหน้าใหญ่ใจโต ยึดไปได้เน้นๆ 32 รายการ รวมแล้วกว่า 130 ชิ้น มูลค่าละลายทรัพย์ไปกว่า 600,000 บาท มีครบเซ็ตนึกว่ายกโรงพยาบาลจากมอสโกมาไว้ที่นี่:
​โบท็อกซ์หลากสี: Clostridium Botulinum Toxin typeA ฝาสีฟ้า ฝาสีม่วง (นึกว่าท็อปปิ้งไอติม) รวม 7 ขวด
​ฟิลเลอร์แน่นตึ๊บ: Cross-link Hyaluronic Acid ขนมาเพียบเกือบ 50 ชิ้น
​ยาชา-คอลลาเจน: มาหมดทั้ง Articain, Lidocain ล่อไปเป็นกล่องๆ
​อุปกรณ์พร้อมรบ: ไซริ้ง หัวเข็ม ถุงมือ ขนมาเป็นถุงใหญ่ และที่สยองสุดคือ “ถุงขยะที่บรรจุอุปกรณ์ใช้แล้ว” อีก 1 ถุงเบิ้มๆ! (ขยะติดเชื้อแบบใดห์? นี่วิลล่าหรูหรือบ่อขยะโรงพยาบาล?)

​🛩️ จาก "ของฝาก" กลายมาเป็น "ของกลาง"
​พอตำรวจสะกิดถามหาใบอนุญาตสถานพยาบาล มาดามคริสตินก็ทำหน้าซื่อตาใส สารภาพแบบตรงๆ ว่า "ไม่มีค่ะ!" พอถามต่อว่าแล้วใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม (ใบหมอ) มีไหม? มาดามก็ส่ายหัวบอก "ไม่มีเหมือนกันค่ะ!"
​"แล้วยา-เข็มพวกนี้ ขนผ่าน ตม. มาได้ยังไงจ๊ะตัวเธอ?" ตำรวจถาม
มาดามคริสตินตอบแบบสะใจว่า "อ๋อ... ก็ยัดใส่กระเป๋าเดินทาง แอบหิ้วบินตรงมาจากรัสเซีย ทำเนียนเป็นนักท่องเที่ยวขนของฝากมาเลยค่ะคุณตำรวจ!" (แหม... แพลนเที่ยวขยันทำมาหากินเหลือเกินนะแม่คุณ)

​⚖️ ข้อหาแน่นจนหน้าตึง... หลักฐานคาตาแต่ยัง "ปฏิเสธ"!
​งานนี้ตำรวจจัดหนัก แจกข้อหาแบบเหมาเข่งต้อนรับนักท่องเที่ยวสายดาร์กรายนี้ไปเต็มๆ ทั้งประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขายเครื่องมือแพทย์และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
​ช่วงท้ายมีขำ: แม้หลักฐานจะกองท่วมเตียง คนไข้ก็นอนรออยู่ แต่ในเบื้องต้น มาดามคริสตินยังคงให้การ "ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา" (จ้า... สงสัยนอนเล่นกันเฉยๆ เข็มกับโบท็อกซ์มันลอยมาเองตามธรรมชาติ!)

​ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว "อดีตนักท่องเที่ยว" ที่ผันตัวมาเป็น "หมอปลอม" พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.ถลาง ดำเนินคดีตามกฎหมายเรียบร้อย โรงเรียนรัสเซีย! หวังว่าไปนอนในคุก หน้าจะไม่เหี่ยวซะก่อนนะจ๊ะมาดาม!

ตม.พัฒนาแอป THIM เตรียมเปิดคนต่างชาติลงทะเบียนก่อนเข้าไทย ลดคิวยาว อุดรอยรั่วมั่นคง คาด สิงหา 69 เปิดใช้ตามนโยบายรัฐบาล ...
06/06/2026

ตม.พัฒนาแอป THIM เตรียมเปิดคนต่างชาติลงทะเบียนก่อนเข้าไทย ลดคิวยาว อุดรอยรั่วมั่นคง คาด สิงหา 69 เปิดใช้

ตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคนต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวและเข้าพำนักในประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทต่างๆ โดยให้ ตม. เพิ่มขีดความสามารถในการกำกับดูแลการพำนักของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการแฝงตัวสร้างปัญหาในประเทศ หรือแม้แต่ถูกกระทำในลักษณะเป็นเหยื่อตามที่ปรากฎกระแสในช่วงนี้ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องลดปัญหาที่กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ เช่น ความหนาแน่นที่สนามบิน การไม่ได้รับความสะดวกในการติดต่อเจ้าหน้าที่ เป็นต้น ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาแอปพลิเคชัน THIM เพื่อให้คนต่างชาติลงทะเบียนในระยะทดลอง ซึ่งมีภาคสังคมให้ความสนใจ และมีข้อสอบถามมายัง สตม. เป็นจำนวนมาก

ล่าสุด วันนี้ ( 6 มิ.ย.2569 ) เพจ " IMM Thailand " ได้เผยแพร่ว่า โครงการดังกล่าวพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. ขับเคลื่อนพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM หรือ Thailand Immigration Management โดยเป็นแอปพลิเคชันที่สามารถใช้งานบนอุปกรณ์มือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งได้พัฒนาขึ้น โดยมีแนวคิดหลักในการสร้างความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลการพำนักภายใต้ความมั่นคงของชาติ กับการอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียน และการขออนุญาตตามกฎหมายคนเข้าเมืองแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทุกประเภทวีซ่า

โดยชาวต่างชาติ สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน THIM เพื่อลงรายการข้อมูลตามหนังสือเดินทาง โดยแอปพลิเคชันสามารถให้ความสะดวกในการลงข้อมูลตามหนังสือเดินทางดังกล่าว ด้วยการถ่ายรูปพาสปอร์ต ระบบจะอ่านและทำการบันทึกข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ ชาวต่างชาติเพียงกรอกข้อมูลสถานที่พำนักในไทย ข้อมูลการเดินทาง รวมถึงเหตุผลต่างๆ เพื่อใช้พิจารณาอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ในรูปแบบ Thailand Digital Arrival Card โดยจะมีการจัดเก็บข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง ที่ได้ร่วมพัฒนากับบริษัทเอกชนที่มีน่าความเชื่อถือในระดับโลก ในด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบ

ข้อดีเบื้องต้นของแอปพลิเคชันนี้ คือชาวต่างชาติจะสามารถกรอกข้อมูลการเข้าประเทศได้อย่างละเอียด แต่สะดวกกว่าเดิม โดยใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที และยังสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถกรอกข้อมูลของผู้ที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะให้สามารถกรอกในคราวเดียวกันได้ถึง 10 คน เป็นการช่วยอำนวยความสะดวก และลดระยะเวลาการดำเนินการเป็นหมู่คณะได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (เฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 3 นาที) ในขณะที่ปัจจุบัน การกรอกข้อมูลต้องกรอกผ่านเว็บไซต์ ซึ่งทำงานล่าช้ากว่า

นอกจากนั้น ในอนาคตจะมีการพัฒนาให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะสั้น ผู้พำนักระยะยาว ไปจนถึงกลุ่มที่เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรได้แบบเบ็ดเสร็จ เช่น สามารถขอเอกสารที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อรับรองหรือยืนยันตัวของชาวต่างชาติ ยื่นเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพิจารณาผ่านแอปพลิเคชันได้ โดยคนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเดินทางมาพบด้วยตนเอง การทำการนัดหมายการเข้าพบเจ้าหน้าที่ ซึ่งลดเวลาการเดินทาง และความหนาแน่นของปริมาณคนต่างชาติในการยื่นขออนุญาต ณ ที่ทำการ ตม. แต่ไม่ลดประสิทธิภาพในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

นอกจากนั้น คนต่างชาติที่ลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน ที่ประสบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านแอปพลิเคชันไปยังสายด่วนตำรวจท่องเที่ยวได้ตลอด 24 ชม.

ในช่วงเริ่มต้นของโครงการนำร่อง แพลตฟอร์มดิจิทัลนี้ได้รับการพัฒนาให้รองรับการใช้งานถึง 4 ภาษาหลัก ได้แก่ ภาษาอังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งเป็นกลุ่มสัญชาตินักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยในสัดส่วนที่สูง และทางผู้พัฒนาตั้งเป้าที่จะขยายศักยภาพให้รองรับภาษาต่าง ๆ เพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 15 ภาษาในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ครอบคลุมผู้เดินทางจากทั่วโลก แอปพลิเคชันนี้พร้อมเปิดให้ผู้เดินทางดาวน์โหลดใช้งานได้แล้ว ทั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store และระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Play Store

ขณะนี้ สตม. ได้เปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เพื่อทดลองใช้งานและทดลองระบบ โดยเบื้องต้นนี้สามารถใช้งานเพื่อลิงก์การลงทะเบียนในระบบ TDAC ( Thailand Digital Arrival Card )ได้แล้ว และจะมีการพัฒนาระบบอื่นๆ เพิ่มเติมโดยสมบูรณ์ ทั้งนี้
จะมีกำหนดการเปิดใช้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือน ส.ค.2569

“ปัจจุบันระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 30 ล้านคนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของผู้เดินทาง ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ทันสมัยและเป็นมิตร โดย THIM จะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตรวจคนเข้าเมืองดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแพลตฟอร์มบนมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ระดับประเทศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่มีความมั่นคงปลอดภัย เราสามารถลดระยะเวลาในการดำเนินการลงได้อย่างมาก พร้อมเสริมศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศอีกด้วย” พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. กล่าว

กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างประเทศเข้าร่วมมาตรการคืนเงิน ครบ 100 เรื่อง สร้างรายได้เข้าไทยกว่า 20,000 ล้านบาทกรมการท่อ...
05/06/2026

กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างประเทศเข้าร่วมมาตรการคืนเงิน ครบ 100 เรื่อง สร้างรายได้เข้าไทยกว่า 20,000 ล้านบาท

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยผลสำเร็จของมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Film Incentive Measures) โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน มีกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าร่วมมาตรการคืนเงิน (Cash Rebate) ครบจำนวน 100 เรื่อง จาก 12 ประเทศ/เขตปกครองพิเศษ ทั่วโลก

โดยประเทศที่มีกองถ่ายเข้าร่วมมาตรการมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จำนวน 54 เรื่อง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 10 เรื่อง และสหราชอาณาจักร จำนวน 9 เรื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากร มาตรฐานการให้บริการ และระบบสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า มาตรการ Film Incentive ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์และสื่อบันเทิงระดับนานาชาติ โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินมาตรการ สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศรวมกว่า 20,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่คนไทยและผู้ประกอบการทั้งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ รวมถึงธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกว่า 170,000 ราย

“ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับกองถ่ายจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลาย ทีมงานมืออาชีพ ระบบโลจิสติกส์ การบริการ ตลอดจนความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การถ่ายทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” นายจาตุรนต์ กล่าว

สำหรับกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ทั้งด้านการประสานงาน การอนุญาตถ่ายทำ การให้ข้อมูลสถานที่ ตลอดจนการดำเนินมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

กรมการท่องเที่ยวเชื่อมั่นว่า อุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยจะยังคงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่างต่อเนื่อง

สตม. กางสถิติครึ่งปีแรก ปฏิเสธต่างชาติเฉียด 3 หมื่นราย ขานรับนโยบาย "บิ๊กต่าย" ด้วย "มาตรการ 3 ไม่"​สำนักงานตรวจคนเข้าเม...
04/06/2026

สตม. กางสถิติครึ่งปีแรก ปฏิเสธต่างชาติเฉียด 3 หมื่นราย ขานรับนโยบาย "บิ๊กต่าย" ด้วย "มาตรการ 3 ไม่"

​สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เผยผลการดำเนินงานเชิงรุกตามนโยบายรัฐบาลและ ผบ.ตร. ในการสกัดกั้นและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เผยช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ปฏิเสธคนต่างชาติเข้าเมืองแล้วเกือบ 3 หมื่นราย พร้อมบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดผ่าน "มาตรการ 3 ไม่: ไม่ให้เข้า ไม่ให้อยู่ ไม่ให้รอด"

​วันนี้ (4 มิ.ย. 2569) พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศ ปฏิบัติตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัดในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ และแก้ไขปัญหาชาวต่างชาติที่แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมไทย
​โดย สตม. ได้ขับเคลื่อนการทำงานผ่าน "มาตรการ 3 ไม่" ซึ่งมีผลการปฏิบัติงานที่สำคัญตั้งแต่ต้นปี 2569 ดังนี้

​1. ไม่ให้เข้า: สกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง
​สตม. ใช้ 2 กลไกหลักในการคัดกรองบุคคลต้องห้ามก่อนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย:
​ระบบเทคโนโลยี APPS (Advance Passenger Processing System): ใช้สกัดกั้นบุคคลที่ติดบัญชีดำ (Blacklist) ทั้งผู้ที่เคยถูกจำคุกในไทยและผู้มีหมายจับตำรวจสากล ซึ่งปัจจุบันมีรายชื่อรวม 169,506 ราย ส่งผลให้สายการบินปฏิเสธการขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง และหากเดินทางมาทางด่านชายแดนทางบกจะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที
​คัดกรองกลุ่มเสี่ยง Free Visa: เพิ่มความเข้มงวดในการสัมภาษณ์และคัดกรองชาวต่างชาติที่มีพฤติการณ์เสี่ยง เช่น แฝงตัวเข้ามาทำงาน หรือต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์/สแกมเมอร์ที่ย้ายฐานมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยตั้งแต่เดือน ม.ค. - พ.ค. 2569 มีการปฏิเสธการเข้าเมืองไปแล้วทั้งสิ้น 29,490 ราย

​2. ไม่ให้อยู่: ผลักดันและกวาดล้างกลุ่มแฝงตัว
​เพิกถอนวีซ่ากลุ่มผิดวัตถุประสงค์: ตั้งแต่ 1 ม.ค. - พ.ค. 2569 ได้สั่งเพิกถอนวีซ่าและผลักดันออกนอกประเทศไปแล้ว 668 ราย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ Free Visa หรือวีซ่านักเรียนแฝง แต่ไม่มีการเรียนจริง
​ระดมกวาดล้างทั่วประเทศ: ช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย. 2569 มีการปูพรมเอกซเรย์ทุกพื้นที่และจับกุมชาวต่างชาติที่กระทำความผิดกฎหมายในคดีต่างๆ ได้รวม 14,161 ราย

​3. ไม่ให้รอด: บูรณาการข้อมูล ทลายแหล่งกบดาน
​สตม. ได้จัดทำข้อมูลเป้าหมายและประสานงานกับตำรวจท้องที่เพื่อเข้าตรวจค้นชุมชนต่างชาติที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - พ.ค. 2569 มีการส่งเป้าหมายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้ตำรวจพื้นที่รวม 190 เป้าหมาย ดังนี้

ชลบุรี 147 เป้าหมาย
สุราษฎร์ธานี 22 เป้าหมาย
ภูเก็ต 10 เป้าหมาย
เชียงใหม่ 9 เป้าหมาย
แม่ฮ่องสอน 2 เป้าหมาย

จากการเข้าตรวจค้นปูพรมในเบื้องต้น สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้แล้ว 31 ราย ส่วนเป้าหมายที่เหลือยังอยู่ระหว่างการสืบสวนและติดตามพฤติการณ์อย่างใกล้ชิด

​โฆษก สตม. กล่าวเน้นย้ำในช่วงท้ายว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้กำชับให้ผู้บังคับการ ตม. ในทุกสังกัด เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และจะมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

04/06/2026

ผบ.ตร. สั่งเร่งช่วยนักศึกษาสาวชาวจีนเหยื่อ “ลักพาตัวเสมือนจริง” ตำรวจไทยแกะรอยช่วยได้อย่างปลอดภัย หลังถูกสแกมเมอร์ข้ามชาติหลอกจัดฉากเรียกค่าไถ่ 12.5 ล้านบาท

วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศตคม.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการช่วยเหลือนักศึกษาสาวชาวจีน อายุ 21 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในรูปแบบ “ลักพาตัวเสมือนจริง” (Virtual Kidnapping) หลังถูกกลุ่มสแกมเมอร์บงการให้จัดฉากการถูกลักพาตัวและเรียกค่าไถ่จากครอบครัวเป็นเงินรวมกว่า 12.5 ล้านบาท ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจะสามารถติดตามตัวและให้การช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย

คดีดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่กำชับให้ทุกหน่วยเร่งรัดการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การช่วยเหลือผู้เสียหาย และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ผบก.ปคม.) พร้อมผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง ได้สั่งการให้กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (กก.1 บก.ปคม.) เร่งดำเนินการสืบสวนติดตามตัวผู้เสียหายโดยทันที ภายหลังได้รับการประสานจาก Hong Kong Police Force (HKPF)

สืบเนื่องจาก Miss WANG (นางสาวหวัง) อายุ 21 ปี นักศึกษาสาวชาวจีน ได้หายตัวไปภายหลังเดินทางเข้าประเทศไทย โดยครอบครัวเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ต่อมาบิดาของผู้เสียหายได้รับการติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน WeChat จากชายไม่ทราบชื่อที่อ้างว่าควบคุมตัวบุตรสาวไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่จำนวน 3 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 12.5 ล้านบาท และส่งภาพผู้เสียหายถูกมัดตัว มีร่องรอยคล้ายถูกทำร้ายร่างกาย ทำให้ครอบครัวเกิดความวิตกกังวลและเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจฮ่องกง ก่อนประสานมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความช่วยเหลือ

จากการสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุ กลุ่มมิจฉาชีพได้หลอกลวงผู้เสียหายให้ขอเงินจากบิดา โดยอ้างว่าจำเป็นต้องใช้เป็นหลักฐานทางการเงินเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้บิดาหลงเชื่อและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร Bank of China ของผู้เสียหาย รวมจำนวน 1.4 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 5.8 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2569 ก่อนที่เงินดังกล่าวจะถูกโอนกระจายไปยังบัญชีอื่นหลายบัญชี ซึ่งเชื่อว่าเป็นบัญชีม้าของเครือข่ายสแกมเมอร์

ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ผู้เสียหายได้เดินทางออกจากฮ่องกงเพียงลำพัง โดยสายการบิน Hong Kong Airlines เที่ยวบิน HX767 และเดินทางถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 02.36 น. ก่อนเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมที่ผู้เสียหายเข้าพัก พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางการเดินทาง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด จนพบข้อพิรุธสำคัญว่าผู้เสียหายเดินทางเข้าพักเพียงลำพัง และไม่พบบุคคลอื่นเข้าออกห้องพักตามที่ถูกกล่าวอ้าง

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า ผู้เสียหายได้ว่าจ้างรถรับจ้างให้พาไปซื้อเชือกสายรัด มีด สีทาตัว และลิปสติกสีแดง ก่อนนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับมาจัดฉากสร้างร่องรอยคล้ายถูกทำร้ายร่างกายและถูกลักพาตัว พร้อมบันทึกภาพและวิดีโอส่งให้กลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือกดดันครอบครัวในการเรียกค่าไถ่

ต่อมาเจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยจนทราบว่าผู้เสียหายได้ย้ายไปพักยังโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้ภาพหนังสือเดินทางปลอมที่กลุ่มมิจฉาชีพส่งมาให้ผ่านช่องทางออนไลน์ในการเช็กอินเข้าพัก เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำตัวมาสอบปากคำและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายตกอยู่ภายใต้การควบคุมทางจิตวิทยาของกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งใช้วิธีแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ ข่มขู่ว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรม ก่อนบงการให้ตัดการติดต่อกับครอบครัว เดินทางไปยังสถานที่ที่กำหนด และจัดฉากเสมือนถูกลักพาตัว เพื่อนำภาพและคลิปวิดีโอไปใช้หลอกเรียกค่าไถ่จากญาติ ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลวงที่เรียกว่า “Virtual Kidnapping” หรือ “ลักพาตัวเสมือนจริง” ที่กำลังพบในหลายประเทศทั่วโลก

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบอาชญากรรมข้ามชาติที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยเทคโนโลยีและการควบคุมทางจิตวิทยาในการหลอกลวงเหยื่อ แม้จะยังไม่มีการลักพาตัวจริง แต่ความเสียหายและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายและครอบครัวเป็นเรื่องจริง และในบางกรณีอาจมีการหลอกลวงผู้เสียหายให้เดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการถูกค้ามนุษย์ กรณีดังกล่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะให้ความร่วมมือกับตำรวจฮ่องกงอย่างใกล้ชิดในการดำเนินคดีตามกฎหมายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ดังกล่าว พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของขบวนการลักษณะนี้อีก

การช่วยเหลือผู้เสียหายในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศในการคุ้มครองความปลอดภัยของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย อันเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย หากได้รับการติดต่อในลักษณะข่มขู่ให้โอนเงิน ตัดการติดต่อกับครอบครัว หรือเดินทางไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเพียงลำพัง ขอให้ตั้งสติ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับครอบครัวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ทั้งนี้ หากพบเบาะแสหรือประสงค์ขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร. 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” สั่งเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ย้ำยกระดับมาตรฐานบริการรถสาธารณะ สร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ...
03/06/2026

“รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา” สั่งเข้มดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ย้ำยกระดับมาตรฐานบริการรถสาธารณะ สร้างความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ประเทศไทย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุคนขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นในพื้นที่ย่านอโศก กรุงเทพมหานคร ว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามข้อเท็จจริงและการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรมเฉพาะบุคคลที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวคุณภาพของรัฐบาล และไม่สะท้อนภาพรวมของผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานการบริการและมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เน้นย้ำการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมาตรการคัดกรอง ตรวจสอบ และกำกับดูแลผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะให้มีมาตรฐานและมีจิตสำนึกด้านการบริการที่เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังคงเดินหน้ายกระดับประเทศไทยสู่การเป็น “Trusted Thailand” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักเดินทางทั่วโลก ผ่านมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวเชิงรุก การอำนวยความสะดวก และการยกระดับมาตรฐานบริการในทุกมิติ

“กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอความร่วมมือผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวและประชาชนร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจและเชื่อมั่นในการเดินทางมาประเทศไทย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

มองเผินๆ ในตลาดเราอาจจะเห็นมะพร้าวลูกกลมๆ ปอกเปลือกจนขาวเอียงไปมาอยู่บนแผงเหมือนกัน แต่รู้ไหมครับว่า "มะพร้าวเผาแท้" กับ...
01/06/2026

มองเผินๆ ในตลาดเราอาจจะเห็นมะพร้าวลูกกลมๆ ปอกเปลือกจนขาวเอียงไปมาอยู่บนแผงเหมือนกัน แต่รู้ไหมครับว่า "มะพร้าวเผาแท้" กับ "มะพร้าวต้ม" (ที่มักจะถูกนำมาขายเนียนๆ ในชื่อมะพร้าวเผา) มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของกระบวนการทำ รสชาติ และกลิ่นหอมครับ
​ความแตกต่างหลักๆ แยกออกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ครับ

​1. วิธีการทำ (Process)
​มะพร้าวเผา (แท้): นำมะพร้าวน้ำหอมทั้งลูกที่ยังไม่ปอกเปลือกเขียว ไปเผาไฟหรือย่างบนเตาถ่านจริงๆ จนเปลือกชั้นนอกไหม้ดำเกรียม ความร้อนจากถ่านจะค่อยๆ ระอุทะลุเข้าไปถึงเนื้อและน้ำข้างใน จากนั้นจึงนำมาขูดเปลือกดำออกจนเหลือลูกกลมๆ สีน้ำตาลนวล
​มะพร้าวต้ม: เป็นวิธีประหยัดเวลาและต้นทุน โดยพ่อค้าแม่ค้าจะนำมะพร้าวมาปอกเปลือกเขียวออกจนเหลือแต่กะลาทรงกรวยคว่ำ (ทรงก้นแหลม) แล้วนำไป ต้มในน้ำเดือด (บางเจ้าอาจจะใส่ใบเตยหรือสารเพิ่มความหวานลงไปในน้ำต้ม) พอต้มเสร็จแล้ว อยากให้ดูเหมือนมะพร้าวเผา ก็จะนำ หัวพ่นไฟ (Torch) มาพ่นฉ้อให้เกิดรอยไหม้สีดำเฉพาะที่บริเวณก้นแหลมๆ เท่านั้นครับ

​2. กลิ่นและรสชาติ (Flavor Profile)
​มะพร้าวเผา (แท้): รสชาติจะหวานแหลม กลมกล่อม และมี กลิ่นหอมไหม้ของเปลือกมะพร้าวและกลิ่นรมควันจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำมะพร้าวจะมีความเข้มข้นสูงมากจากการระเหยของน้ำระหว่างเผา
​มะพร้าวต้ม: น้ำมะพร้าวจะรสชาติหวานชื่นใจตามธรรมชาติ (หรือหวานแบบแต่งเติม) แต่จะ ไม่มีกลิ่นหอมรมควัน รสสัมผัสของน้ำจะนวลๆ เหมือนน้ำมะพร้าวสดที่ผ่านความร้อนธรรมดา ไม่มีความหอมละมุนโชยเตะจมูกเท่าแบบเผาแท้

​3. รสสัมผัสของเนื้อมะพร้าว (Texture)
​มะพร้าวเผา (แท้): เนื้อมะพร้าวจะนุ่ม ล่อนออกจากกะลาได้ง่ายมาก เวลาใช้ช้อนตักเนื้อจะหลุดออกมาเป็นแผ่นสวยงาม ไม่ติดกะลา เพราะความร้อนจากการเผาทำให้เนื้อหดตัวแยกออกจากเปลือกกะลาโดยสมบูรณ์
​มะพร้าวต้ม: เนื้อมะพร้าวจะยังคงมีความเหนียวและยึดเกาะกับกะลาอยู่บ้าง เวลาขูดกินอาจจะมีส่วนผิวสีน้ำตาลของกะลาติดขึ้นมาด้วย และเนื้อจะไม่ล่อนนุ่มเท่าแบบเผา

​💡 วิธีสังเกตก่อนซื้อ: แท้หรือต้ม?
​ถ้าอยากได้ "มะพร้าวเผาแท้" ให้ลองสังเกตลักษณะเหล่านี้ครับ:

มะพร้าวต้ม (ชุบตัว) 💧
สีขาวนวล แต่มีรอยไหม้ดำ "เฉพาะก้นแหลม"
รอยไหม้ดูจงใจ เป็นปื้นดำเฉพาะจุดที่โดนหัวพ่นไฟ
กลิ่น ไม่มีกลิ่นควันไฟ หรือมีแค่กลิ่นไหม้ผิวๆ ไม่ฝังลึก

มะพร้าวเผาแท้ 🔥
สีของลูก สีน้ำตาลนวลแกมเทา สม่ำเสมอทั่วทั้งลูก
คราบเขม่า มีฝุ่นเศษถ่านหรือรอยไหม้กระจายตัวตามธรรมชาติ
กลิ่น ดมใกล้ๆ จะได้กลิ่นควันไฟ กลิ่นคล้ายเปลือกไม้ไหม้

คราวหน้าถ้าเดินตลาดลองสังเกตดูนะครับ มะพร้าวเผาแท้ๆ เดี๋ยวนี้อาจจะหาทานยากขึ้นหน่อยเพราะใช้เวลาทำนาน แต่เรื่องความหอมชื่นใจบอกเลยว่าคุ้มค่ากับการตามหาแน่นอนครับ

ลอยแพนักท่องเที่ยว! เพจทัวร์ญี่ปุ่นชื่อดังปิดเพจหนี เสียหายยับกว่า 4​   ล้านบาท​ พบไร้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เกิดก...
01/06/2026

ลอยแพนักท่องเที่ยว! เพจทัวร์ญี่ปุ่นชื่อดังปิดเพจหนี เสียหายยับกว่า 4​ ล้านบาท​ พบไร้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ หลังกลุ่มผู้เสียหายจำนวนมากรวมตัวกันเข้าร้องเรียน กรณีเพจเฟซบุ๊กนำเที่ยวประเทศญี่ปุ่นชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลักแสนราย ได้ทำการ “ปิดเพจหนี” และตัดการติดต่อในทุกช่องทาง ส่งผลให้ผู้เสียหายที่จองแพ็กเกจท่องเที่ยวถูกลอยแพ ทราบมูลค่าความเสียหายรวมในขณะนี้พุ่งสูงกว่า 400 ล้านบาท
​ส่องกลโกง: “ราคาถูก-ผ่อนจ่ายได้” ดักทางสายเที่ยว

​จากการรวบรวมข้อมูลพฤติการณ์ของเพจดังกล่าว พบว่ามักจะใช้กลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นแต่มีงบประมาณจำกัด โดยใช้วิธีการดังนี้:
​ตัดราคาต่ำกว่าทุน: เสนอขายแพ็กเกจท่องเที่ยวตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักและตั๋วสถานที่ท่องเที่ยวในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดหรือต่ำกว่าต้นทุนจริงของสายการบินอย่างมาก เพื่อเร่งรัดให้ผู้ซื้อตัดสินใจโอนเงินมัดจำหรือจ่ายเต็มจำนวนทันที

​อุบาย "โปรแกรมผ่อนชำระ": เปิดโอกาสให้ลูกทัวร์สามารถทยอยผ่อนจ่ายค่าทัวร์เป็นงวดๆ ได้ ซึ่งเป็นอุบายที่ทำให้ผู้เสียหายตายใจและรู้สึกว่าจับต้องได้ง่าย จนกระทั่งมีการโอนเงินสะสมเข้าไปเป็นจำนวนมาก
​คาดโมเดล "หมุนเงินแชร์ลูกโซ่" ก่อนระเบิดตัว

​ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยววิเคราะห์ว่า พฤติกรรมของเพจทัวร์ทิพย์ในลักษณะนี้ มักเริ่มจากการจัดทริปให้เดินทางได้จริงในราคาสุดถูกในช่วงแรก โดยนำเงินจากลูกค้ารายใหม่ไปสมทบอุดรอยรั่วของการขาดทุนในทริปก่อนหน้า (ลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่) แต่เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถหาลูกค้ารายใหม่มาหมุนเวียนได้ทัน ประกอบกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ที่มีค่าใช้จ่ายจริงของตั๋วเครื่องบินและที่พักพุ่งสูงขึ้น ระบบหมุนเงินจึงล่มสลายลง ส่งผลให้ทริปทั้งหมดถูกยกเลิกกระทันหันและนำมาสู่การปิดเพจหนีในที่สุด

​กรมการท่องเที่ยวสั่งเช็ค ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด
​จากการตรวจสอบฐานข้อมูลระบบทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ของ กรมการท่องเที่ยว ล่าสุดปรากฏว่า ไม่พบข้อมูลการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ของเพจหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกลุ่มนี้แต่อย่างใด
​การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ จากการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ

​📌 คำแนะนำและช่องทางช่วยเหลือผู้เสียหาย
​ขณะนี้ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แนะนำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อทุกคน เร่งรวบรวมหลักฐานสำคัญ เช่น ภาพถ่ายหน้าเพจ, ประวัติการแชทพูดคุยสัญญาทั้งหมด, และสลิปหลักฐานการโอนเงิน เข้าไปแจ้งความออนไลน์ทันทีที่เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือประสานงานโดยตรงไปที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เพื่อรวมสำนวนคดีและติดตามเส้นทางการเงินนำทรัพย์สินมาเฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหายต่อไป

เจาะลึกปม “ชาวต่างชาติละเมิดกฎหมายในไทย”​ถอดรหัสพฤติกรรมศาสตร์ พร้อมกางมาตรการเชิงรุกของรัฐ​ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวคราวเกี่ย...
01/06/2026

เจาะลึกปม “ชาวต่างชาติละเมิดกฎหมายในไทย”

​ถอดรหัสพฤติกรรมศาสตร์ พร้อมกางมาตรการเชิงรุกของรัฐ
​ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวคราวเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำผิดกฎหมายในประเทศไทยกลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก คำถามสำคัญที่ตามมาคือ "ทำไมคนต่างชาติบางกลุ่มถึงกล้าทำผิดกฎหมายเมื่อมาอยูู่เมืองไทย?"

​หากวิเคราะห์ผ่านมุมมองทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ เราจะพบปัจจัยหลักและมาตรการรับมือที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

​5 ปัจจัยหลักทางสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ (สาเหตุที่ทำให้กล้าทำผิด)
​พฤติกรรมความกล้าท้าทายกฎหมายของชาวต่างชาติบางกลุ่ม สามารถถอดรหัสออกมาได้เป็น 5 ปัจจัย (และ 1 ปัจจัยสนับสนุนจากการบังคับใช้กฎหมาย) ดังนี้:

1.​ภาพจำ “แดนเสรีเกินขอบเขต”: มองประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิงไร้ขีดจำกัด (Pleasure Periphery) จนเกิดทัศนคติผิดๆ ว่า "จะทำอะไรก็ได้"

2.​ช่องโหว่การบังคับใช้กฎหมาย: เมื่อเห็นความหย่อนยานในสังคม จึงเกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบ และมีความเชื่อว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ "เคลียร์ได้ด้วยเงิน"

3.​จิตวิทยานักท่องเที่ยวหลุดกรอบ: ตกอยู่ในสภาวะ Tourist Bubble โหยหาความอิสระจนกล้าทำในสิ่งที่ตอนอยู่บ้านเกิดของตัวเองไม่กล้าทำ

4.​แฝงตัวมาเป็นอาชญากร: จงใจใช้ช่องทางวีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาเพื่อทำธุรกิจมืด แฝงตัวเป็นนอมินี ทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือมาเฟียข้ามชาติ

5​.กำแพงภาษาและความไม่รู้ (ส่วนน้อย): ไม่เข้าใจกฎหมายเฉพาะถิ่นของไทย เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับกัญชา หรือกฎการบินโดรน

6.​เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุจริต: ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ปัญหาบานปลาย คือการมีเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินแลกกับการไม่ดำเนินคดี (เปิดช่องให้นักท่องเที่ยวได้รับข้อเสนอหลบเลี่ยงด้วยการจ่ายเงินสด)

​มาตรการเชิงรุกของภาครัฐในปัจจุบัน: ไทยไม่ใช่แดนไร้กฎหมาย
​เพื่อตอบโต้และจัดระเบียบสังคมใหม่ ภาครัฐได้ยกระดับมาตรการควบคุมและลงโทษชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยใช้ "ระบบใบเหลือง-ใบแดง" เข้ามาจัดการ:

​⚠️ ระบบใบเหลือง: การตักเตือนอย่างเป็นทางการ พร้อมส่งหนังสือแจ้งสถานทูตของประเทศนั้นๆ ให้รับทราบพฤติกรรม

​❌ ระบบใบแดง: เพิกถอนวีซ่าทันที ผลักดันออกนอกประเทศไทย และขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามเข้าประเทศอีกต่อไป

​มาตรการแก้ไขเพิ่มเติมด้านความโปร่งใส
​นอกจากการลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว ภาครัฐยังมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการป้องกันล่วงหน้าผ่าน 4 แนวทางสำคัญ:

​1. ระบบตรวจสอบ Real-time ข้ามหน่วยงาน: เชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกันระหว่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), ตำรวจ และกรมการขนส่งทางบก เพื่อการตรวจสอบที่รวดเร็วและแม่นยำ

​2. กวาดล้าง "ผู้ช่วยเหลือมอมินี" (Local Enablers): ดำเนินคดีและลงโทษคนไทยที่สมรู้ร่วมคิด เป็นตัวแทนอำพรางในการทำธุรกิจผิดกฎหมายให้คนต่างชาติ

​3. ให้ข้อมูลเชิงรุกตั้งแต่สนามบิน (Pre-awareness): แจ้งเตือนข้อกฎหมายและข้อควรระวังที่จำเป็นผ่าน Application ทันทีที่ชาวต่างชาติเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย

​4. ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่: บังคับใช้มาตรการ Zero Tolerance ดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่

ทุจริตรับสินบน
​บทสรุป: การแก้ปัญหาชาวต่างชาติละเมิดกฎหมาย ไม่ใช่แค่การไล่จับกุมเป็นรายกรณี แต่คือการเปลี่ยน "ภาพจำ" ของประเทศ ควบคู่ไปกับการกวาดล้างมาเฟีย/นอมินี และการปฏิรูปความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า... ประเทศไทยมีกฎหมายที่ต้องเคารพอย่างเท่าเทียมกัน

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข่าววงการท่องเที่ยวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ข่าววงการท่องเที่ยว:

แนะนำ

  • Cana Boutique Hotel

    Cana Boutique Hotel

    141 ซ. จรัญสนิทวงศ์ 57/2 แขวง บางบำหรุ เขต บางพลัด

แชร์