NCM GROUP DigitalDoorLock hotel lock ระบบโรงแรม ระบบเปิดปิดประ

31/03/2026

คิดให้ดี..ก่อนบ้าจี้ "ซื้อรถไฟฟ้า" หนี 'ราคาน้ำมัน' คุ้มจริง หรือตามกระแส?
ภาพ 'นายอนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อขึ้นรถยนต์ไฟฟ้า 'BYD 7'​ สี​ Shark Grey​ ทะเบียน ฎ 9798 กรุงเทพมหานคร ยังคงติดตาใครหลาย ๆคน พร้อมกับประโยคให้สัมภาษณ์ที่ว่า "ถ้าประชาชนหันมาใช้รถไฟฟ้า ทําได้ก็ดี เพราะประหยัดและตอนนี้มีเรื่องของน้ำมัน" ซึ่งการบอกให้ประชาชน "ซื้อรถ EV" อาจดูเป็นคำแนะนำที่ห่างไกลจากความเป็นจริงสำหรับหลายครอบครัว เพราะยังมีหลายปากท้องในสังคมไทยที่มีภาระหนี้สินและข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซื้อ การแนะนำในลักษณะนี้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ "คนรวยเท่านั้นทำได้"
ชวนมองให้ลึกก่อนจะเกิดอุปทานหมู่ ซื้อรถไฟฟ้า หนีราคาน้ำมัน ตามคำแนะนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในวันที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไม่หยุด หลายคนเริ่มหันมามอง 'รถไฟฟ้า' หรือ 'EV' (Electric Vehicle) ในมุมคิดของคนที่กำลังหาทางเซฟค่าใช้จ่าย มักมาจากความคิดง่าย ๆ คือ "ไม่ต้องเติมน้ำมัน = ประหยัดเงิน" แต่คำถามคือ ประหยัดได้จริงแค่ไหน?
🟠 ทำความรู้จักกับ รถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle)
รถไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle) เป็นยานยนต์ประเภทหนึ่งที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ใช้แล้วหมดไป รวมถึงช่วยลดการปล่อยควันเสียจากเชื้อเพลิงให้น้อยลงอีกด้วย โดยรถไฟฟ้ามีทั้งรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% หรือรถไฮบริดที่ผสานพลังงานไฟฟ้าเข้ากับเครื่องยนต์สันดาป จากข้อมูลยอดการสั่งซื้อรถยนต์ในงาน 'Motor Expo' ตลอดปี 2025 พบว่า มียอดสั่งซื้อรถไฟฟ้าจากแบรนด์ BYD, OMODA JAECOO และ GAC เป็นส่วนใหญ่ นี่จึงสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่า คนไทยให้ความสนใจกับรถไฟฟ้าอย่างมาก เหตุผลหลัก ๆ มาจากต้นทุนพลังงานต่อการใช้งานที่ถูกกว่าน้ำมัน
🟠 ค่าใช้จ่ายที่คนส่วนใหญ่ "มองข้าม"
1️⃣ ราคาซื้อเริ่มต้นที่สูงกว่า : รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังมีราคาสูงกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกัน ส่วนต่างอาจอยู่ที่หลักแสนถึงหลักล้าน แปลว่า "เงินที่คุณประหยัดค่าน้ำมัน" อาจต้องใช้เวลา "หลายปี" กว่าจะคุ้มทุน
2️⃣ ค่าแบตเตอรี่ : หัวใจของรถไฟฟ้าคือ 'แบตเตอรี่' ซึ่งมีอายุการใช้งานประมาณ 8-10 ปี แม้หลายแบรนด์จะมีประกัน แต่หลังหมดประกันค่าเปลี่ยนอาจแตะหลักแสนถึงหลักล้านบาท
3️⃣ ค่าไฟไม่ได้ถูกเสมอไป : ชาร์จที่บ้าน → ถูก / ชาร์จนอกบ้าน (Fast Charge) → แพงขึ้นมาก แต่ในบางกรณี ค่าไฟจากสถานีชาร์จเร็ว แทบไม่ต่างจากค่าน้ำมันเลย
4️⃣ ไลฟ์สไตล์การขับขี่ เท่ากับ ตัวกำหนดค่าใช้จ่าย : รถไฟฟ้าจะ "คุ้ม" ก็ต่อเมื่อ คุณขับรถบ่อย (ยิ่งขับเยอะ ยิ่งประหยัดจริง), มีที่ชาร์จที่บ้าน, ไม่ต้องพึ่งสถานีชาร์จเร็วเป็นหลัก แต่ถ้าพฤติกรรมการขับขี่ตรงกันข้าม ขับน้อย, อยู่คอนโด ชาร์จลำบาก, ต้องชาร์จนอกบ้านเป็นหลัก ก็ "อาจไม่ได้ประหยัดอย่างที่คิด"
ใครกำลังคิดอยู่ว่าจะซื้อรถไฟฟ้าดีไหม ต้องรู้จักประเภทของรถไฟฟ้าทั้งหมดให้ดีเสียก่อน เพื่อช่วยให้ทุกคนเลือกซื้อรถไฟฟ้าที่ใช่กับตัวเองให้ได้มากที่สุด โดยสามารถจำแนกออกได้ 3 ประเภท ซึ่งมีจุดเด่นที่น่าสนใจแตกต่างกัน ดังนี้
1️⃣ BEV (Battery Electric Vehicle) : รถไฟฟ้า 100% ไม่ใช้น้ำมัน ค่าใช้จ่ายต่อการใช้งานต่ำ ขับเงียบ ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ เหมาะกับคนขับในเมือง มีจุดชาร์จส่วนตัว และใช้รถสม่ำเสมอ
2️⃣ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) : รถปลั๊กอินไฮบริด ขับด้วยไฟฟ้าได้และเติมน้ำมันได้ เหมาะกับคนขับในเมืองเป็นหลัก แต่ต้องเดินทางไกลเป็นบางครั้ง
3️⃣ HEV (Hybrid Electric Vehicle) : รถไฮบริด ไม่ต้องชาร์จไฟ ใช้น้ำมันเป็นหลัก ประหยัดกว่ารถทั่วไป เหมาะกับคนที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ก่อนจะตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า แนะนำว่าไม่ควรซื้อเพราะ "ต้องการหนีราคาน้ำมัน" แต่ควรซื้อเพราะผ่านการทบทวนมาอย่างดีแล้วว่า ไลฟ์สไตล์และการเงินของเราสอดรับกับการมีรถไฟฟ้า โดยสามารถใช้ 3 Checklist นี้ช่วยประเมินก่อนตัดสินใจได้
1️⃣ เส้นทางหลักที่เราใช้ เหมาะกับรถไฟฟ้าไหม : หากขับรถในเมือง ระยะทางไม่ไกล รถไฟฟ้าจะตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่าและการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดี แต่หากต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดเป็นประจำ ควรพิจารณาประเภทรถและจุดชาร์จระหว่างทางให้รอบคอบ
2️⃣ มีจุดชาร์จมาก-น้อยแค่ไหน และตรงไหนบ้าง : ดูว่าที่อยู่อาศัยสามารถติดตั้ง EV Charger ได้หรือไม่ หรือมีจุดชาร์จใกล้เคียงหรือเปล่า เพราะการเข้าถึงจุดชาร์จได้สะดวกจะช่วยลดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่ และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น
3️⃣ ค่าใช้จ่ายรวมแล้วสอดคล้องกับงบประมาณไหม : ไม่ใช่แค่ราคารถ แต่รวมถึงเงินดาวน์ ค่างวด ค่าชาร์จไฟ และค่าบำรุงรักษาที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นต้นทุนการมีรถไฟฟ้าอย่างครบถ้วนและไม่ประเมินงบต่ำเกินไป
การบอกให้ประชาชนลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถือเป็นการ "แก้ปัญหาฉบับคนรวย" แต่หากมองในภาพกว้าง ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่พร้อมที่จะจ่ายซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และถึงแม้ว่าบางคนอาจมีฐานะและรายได้แบบ "รวยไม่ไหว" จนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะ "จนไม่ไหว" ที่ต้องแบกรับ "ค่าไฟที่นำมาชาร์จ" แทนการจ่ายเติมน้ำมัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และรัฐบาลยังไม่มีมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
หากไม่สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ สิ่งที่รัฐบาลทำได้เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าประชาชน เพื่อให้ประชาชนรวยไม่ไหวตามคำปราศรัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดำรงตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" อยู่ในขณะนี้ สิ่งที่ทำได้ในขณะรอห่วงโซ่บริบทโลกปรับตัว คือ ปฏิรูปขนส่งมวลชนให้เป็น "สวัสดิการ" การหนีราคาน้ำมันที่ดีที่สุดคือการทำให้ประชาชน "เลือกที่จะไม่ขับรถ" และหันมาใช้ "ขนส่งสาธารณะ" แต่รัฐบาลต้องมีการควบคุมค่าโดยสารขนส่งสาธารณะด้วย โดยสามารถออกมาตรการที่มีโอกาสทำได้จริง ดังนี้
▪️ รถเมล์ไฟฟ้าครอบคลุมและราคาเดียว : เร่งเปลี่ยนรถเมล์เป็นไฟฟ้า (e-Bus) ให้ครบ 100% พร้อมทำระบบตั๋วร่วมที่ราคาถูกจริง เพื่อให้การเดินทางด้วยระบบรางและล้อเชื่อมต่อกันโดยไม่ต้องแบกภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
▪️ จัดทำ Feeder System : พัฒนาระบบรับ-ส่งจากที่พักอาศัยไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในระยะสั้น (First-mile/Last-mile)
สรุปง่าย ๆ การแนะนำให้ประชาชนไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อหลีกหนีราคาน้ำมัน เป็นการแก้ปัญหาที่ทำได้แค่เฉพาะกลุ่ม การแก้ไขปัญหาที่จะตรงจุดและได้ผลลัพธ์เป็นภาพรวมมากที่สุด คือการจัดสรรสวัสดิการที่ช่วยลดค่าครองชีพที่ต้องเข้าถึงคนทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย อย่างน้อย ๆ การมีสวัสดิการจากภาครัฐที่ช่วยลดค่าครองชีพ ก็จะทำให้ประชาชนประหยัดเงินในกระเป๋า และเข้าใกล้คำว่ารวยไม่ไหวมากยิ่งขึ้น
เรื่อง : ณัฐดนัย อัษฎาเดช
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' 👆 เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
----
#รถยนต์ไฟฟ้า




09/03/2026
10/02/2026
05/02/2026

❎ ภาพเดียวจบ! รวมทุกเหตุผลว่า ทำไมต้อง “เห็นชอบ” ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวาระสำคัญที่ประชาชนจะเข้าคูหาออกเสียงประชามติในคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” เพื่อเปิดทางสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และออกจากระบบที่คณะรัฐประหารวางไว้
รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้มาราว 9 ปี สำแดงอิทธิฤทธิ์เป็นการลดทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ถูกส่งเสริมเท่าที่ควร โครงสร้างการเมืองอ่อนแอลง การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง มีเสถียรภาพเป็นไปได้ยาก องค์กรตรวจสอบขาดการตรวจสอบจากประชาชน และหากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้สิ่งที่บัญญัติไว้ในประชาชนมี “ความเป็นไปได้ที่ดีขึ้น” กว่าที่เคย กลไกการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นไปได้ยากอีก
เรารวมปัญหา 6 ข้อใหญ่ๆ ของรัฐธรรมนูญ 2560 ไว้ในภาพนี้ โดยสามารถส่งต่อสิ่งนี้ให้กับเพื่อน ครอบครัว คนที่รัก และอย่าลืมชักชวนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ กา “เห็นชอบ” เพื่อเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของประเทศไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ด้วยกัน
อ่านรายละเอียดโดยรวมได้ที่ลิงก์: https://www.ilaw.or.th/articles/56263
และสามารถแยกอ่านรายละเอียดในแต่ละเรื่องได้ ดังนี้
1. จุดเริ่มต้นจากคณะรัฐประหาร ที่ปิดกั้นการมีส่วนร่วม: https://www.ilaw.or.th/articles/56155
2. มายากลซ่อนสิทธิ กระบวนการยุติธรรม และเสรีภาพทางการเมือง: https://www.ilaw.or.th/articles/56165
3. คุณภาพชีวิตที่กดต่ำลง: https://www.ilaw.or.th/articles/56166
4. เมื่อองค์กรอิสระอยู่ในกำมือสว. (สีน้ำเงิน) https://www.ilaw.or.th/articles/56410
5. กติกาที่เขียนให้ประชาชนแพ้ https://www.ilaw.or.th/articles/56176
6. กติกาใหญ่ที่แก้ไขได้ยากที่สุด https://www.ilaw.or.th/articles/56203
#8กุมภากาเห็นชอบ #เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ประเทศไทยเป็นไปได้

01/02/2026
01/01/2026
13/12/2025
13/12/2025
08/11/2025
17/10/2025

ที่อยู่

68 Soi Sukhumvit 62 Yak 8-5, Prakanongtai Prakanong
Bangkok
10260

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00
เสาร์ 08:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NCM GROUPผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

  • Cana Boutique Hotel

    Cana Boutique Hotel

    141 ซ. จรัญสนิทวงศ์ 57/2 แขวง บางบำหรุ เขต บางพลัด

แชร์