5 STAR 5 STAR

25/03/2017

คนคนหนึ่ง
มักมีภาพความจำภาพหนึ่ง
เป็นเครื่องหมายของความเหงาในชีวิต

สำหรับหลายคน
อาจเป็นภาพตัวเองเดินคนเดียวบนชายหาด
คิดถึงใครอีกคนเกินทน
แต่สำหรับบางคน
อาจเป็นภาพตัวเองหัวเราะแอบเศร้า
อยู่ท่ามกลาง ‘เพื่อน’ มากมายในโซเชียลมีเดีย

คนส่วนใหญ่ทนความเหงาไม่ได้
เหมือนมันเป็นฟองเชื้อโรคขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง
ที่ค่อยๆเพาะตัวโตขึ้นห่อหุ้มชีวิต
ทั้งคุกคาม ทั้งกัดกิน กระทั่งบีบหัวใจให้เล็กลง
ขนาดยอมเลือกใครก็ได้ที่ผ่านมา
ใครก็ได้...
ขอแค่ช่วยอัดฉีดหัวใจให้พองโตขึ้นไปวันๆเถอะ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ความเหงามักทำให้หลงผิด เลือกพลาด
ความเหงาทำให้คนเราสายตาสั้น
นึกว่าการคุยกระจุ๋งกระจิ๋ง
เป็นเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตคู่
จึงกระโจนไปใช้ชีวิตคู่
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือกัน
พบเจอแต่ชีวิตคู่ที่ห่วยแตกกันเกือบหมด

ความลับที่ไม่ค่อยมีใครทราบก็คือ
เพียงหันกลับไปทำความเข้าใจดีๆ
กับภาพความเหงาที่ฝังใจ ฝังจำของตัวเอง
คนคนหนึ่งก็ถอดความเหงาออกจากใจ
ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว
ไม่เห็นต้องด่วนเลือกผิดๆ
ไม่ใช่ตัดสินแค่คุยหายเหงาได้ก็เอาแล้ว
เข้ากันได้ไม่ได้ไม่สน
เจอคนเหลวไหลหลายใจแค่ไหนไม่แคร์
ยังไงคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ก่อน

วิธีเผชิญหน้าความเหงาให้หายเหงา
เริ่มจากทบทวนง่ายๆว่า
ที่สุดของความเหงา
คุณอยู่กับเงาภาพตัวเองแบบไหน
นั่งก้มหน้านิ่ง ซึมกะทือคนเดียวในห้องสลัว
พิมพ์ข้อความเอื่อยเฉื่อย ใจลอยหาคนที่ไม่มีตัวตน
เดินทอดน่องมโนว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ที่ไม่มีทางเป็น
นั่งทำหน้าซื่อๆเซ่อๆ โทษฟ้าโทษดินแบบไม่ระบุชื่อ
ฯลฯ

จากนั้น มีสติอยู่กับภาพนั้นให้ชัด
แล้วบอกตัวเองว่านั่นเป็น
‘ณ ขณะแห่งความหลงผิด’ ในชีวิต
ยึดเอาภาพผิดๆมาปิดหูปิดตา
ซุกจิตซุกวิญญาณไว้ในช่องมืดอุดอู้

เมื่อเกิดสติเห็นจิตที่เงียบเหงาเศร้าสร้อย
คุณจะรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นรู้ความจริงว่า
ดวงจิตดวงนั้น คือปากประตูเข้าทางลำบาก
คดเคี้ยวเลี้ยวลด และนำไปสู่ป่ารกชัฏ

เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองตื่นขึ้นเป็นคนตาสว่าง
คุณจะเห็นตัวเองนั่งหายใจอยู่แบบไม่ต้องเหงาก็ได้
หรือเห็นตัวเองมีความคิด มีภาพแบบอื่น
ผ่านเข้ามาในหัว ชนิดไม่ต้องพึ่งพาหาใครก็ได้

และพอเกิดภาพ ‘หายเหงาฉับพลัน’ บ่อยๆ
คุณจะรู้สึกไปอีกอย่าง คือ มีอะไรให้คิดอีกมาก
มีปัจจุบันที่เป็นประโยชน์แบบอื่น
มีอนาคตให้วางแผนเป็นรูปเป็นร่าง
มีอดีตให้ขุดคุ้ยมาแบเป็นบทเรียน
ค่อยๆคิด ค่อยๆพูด ค่อยๆเขียนถึงสิ่งเหล่านั้น
จนกว่าร่างกายจะเลิกนิ่งบื้อในท่าเหงา
เกิดแรงขับดันให้รู้สึกว่า
ต้องลุกขึ้นทำอะไรที่แตกต่างเสียที
นั่นแหละ! ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ถอนจิตถอนใจออกจากหล่มความเหงาเสียได้
ไม่ต้องด่วนหาคู่ผิดให้นั่งคิดมากจนตัวตายก็ได้!

25/03/2017

การแก้แค้นที่โหดเหี้ยมที่สุด
ไร้มนุษยธรรมที่สุด
คือการฆ่าให้ตายทรมาน
ด้วยความจงใจส่งคู่แค้นลงนรก

หลายคนเชื่อเรื่องนรก
เพราะต้องหมกมุ่นทำบาปอยู่ทุกวัน
จนฝันร้ายเกี่ยวกับนรก
และการไล่ล่าในแดนปีศาจแทบทุกคืน
แล้วก็นึกไม่ออกว่าจะทำบุญท่าไหน
ให้ได้รู้สึกว่ามีสิทธิ์ไปสวรรค์กับใครเขา

คำว่า ‘เจอกันในนรก’ จึงไม่ได้มีแต่ในหนัง
บางคนจ้องตาฆ่ากัน
แล้วกระแทกเสียงฝากคำนี้ไว้
เป็นคำสุดท้ายใส่หน้ากันจริงๆ
บรรยากาศมันตกแต่งจิตให้เชื่อได้จริงๆว่า
จิตวิญญาณที่ดิ้นรนทรมาน
เมื่อดับจากร่างมนุษย์นี้แล้ว
จะได้มีที่หมายอื่นให้ต้องดิ้นรนทนทุกข์กันต่อ
ไม่ใช่จบแบบศพนิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่า

การแกล้งคนที่ตนเจ็บใจให้ต้องลงนรก
เป็นสิ่งที่อยู่ในใจคนกิเลสหนามาตลอด
บางคนจิตครึ่งดิบครึ่งสุก
คือ หันมาศรัทธาศาสนา ศรัทธาวิบากกรรมแล้ว
ไม่กล้าฆ่าคนอื่นแล้ว ละอายที่จะสาปแช่งแล้ว
แต่ยังอดไม่ได้ เจ็บใจแล้วอยากเอาคืน
ก็อุตส่าห์หาวิธีแกล้งอื่นแบบหนักๆ
เช่น ทะเลาะกับใครเกี่ยวกับเรื่องทางศาสนา
เห็นว่าตนเอาชนะไม่ได้ด้วยคำพูด
ก็หลอกให้คู่แค้นไปด่าครูบาอาจารย์
ที่ตนเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์หรืออริยเจ้า
บาปกรรมจะได้ติดตัว ร้อยรัดมัดแน่น
ให้ผลร้ายเร็วทันตา
หรืออีกทีก็หนีนรกไม่พ้นในกาลต่อไป

พูดง่ายๆ ใจที่เจ็บ ใจที่แค้น
คือใจที่คิดอะไรร้ายๆได้พิสดาร
สุดแต่ความเชื่อ สุดแต่ความรู้สึก
ประมาณว่า เอาคืนชาตินี้ชาติเดียวน้อยไป
ถ้าให้หายเจ็บใจต้องทรมานนานกว่าหนึ่งชีวิต

คำว่า ‘แก้แค้น’
มีรากมาจากความรู้สึกคั่งแค้นคับอก
อึดอัดอก อึดอัดใจ เหมือนถูกอุดปากอุดจมูก
และสัญชาตญาณกิเลสก็บีบคอตัวเอง
ให้ลงมือทำให้อีกฝ่ายเจ็บเท่ากับหรือมากกว่าตน

มีเพียงชนหมู่น้อย
ที่รู้ธรรมะจริงจากการเอาธรรมะเข้าสู่ใจจริงๆ
เมื่อแค้นแล้วรู้แนวทาง ‘แก้แค้น’
ด้วยการอาศัยความคิดดีๆ คำพูดดีๆถอนแค้น
เช่น โดนพวก ‘ปากหมา’ ด่าใส่
แต่ใจที่เจ็บ ใจที่รู้สึกว่าเขาปากหมานั้น
เห็นถนัดว่าถ้าตนด่าตอบ ก็ปากหมาตามเขาไป
จึงตั้งใจช่วยเปลี่ยนเอา ‘ปากคน’ ไปสวมแทน
โดยเริ่มจากตนเอง ระงับแค้นของตนเอง
โต้ตอบเขาไปด้วยวิถีจิตของมนุษย์
ขยับปากเอื้อนเอ่ยสุภาพนุ่มนวลแบบมนุษย์
ศรัทธาว่าน้ำใสใจจริงเยี่ยงมนุษย์ช่วยได้
ใช้ใจสะอาดชะล้างใจสกปรกได้

เมื่อกระแสกุศลชนะ
เห็นกับตาว่าเขาอ่อนลง
มีประกายความสว่างส่องออกมาจากหัวใจ
พูดกับคุณดีขึ้น ดูหน้าตาเป็นคนดีขึ้น
คุณจะสัมผัสถึงเทียนต่อเทียน กุศลต่อกุศล
เมื่อมีฝ่ายเร่ิมแก้แค้นด้วยวิถีสวรรค์
สวรรค์ก็เกิดขึ้นแทนนรกที่ร่วมสร้างกันมา
เวรมืดที่ผูกกันไว้เปลี่ยนเป็นสายใยสว่างทันตาเห็น
คุณจะรู้สึกว่าคุ้มค่า
เห็นว่าจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนเส้นทางภัยเวร
บางทีเริ่มต้นด้วยคำเพียงไม่กี่คำเท่านั้น

จะดีกว่ากันแค่ไหน
ถ้าสุดท้ายคุณสั่งลาคู่อาฆาต
ได้ด้วยคำว่า เจอกันในสวรรค์นะ!

25/03/2017

ความฉลาดกับปัญญา
ในความรู้สึกของคนทั่วไป
น่าจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน
แต่ข้อเท็จจริงคือความฉลาด
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญญาเท่านั้น

ความฉลาดจะเน้นเรื่อง ‘สมองแล่น’
คือ คิดเร็ว แก้ปัญหาไว
พูดน้ำไหลจากหนึ่งถึงสิบราบรื่นไม่สะดุด
เชื่อมโยงของเก่าต่างๆเข้าด้วยกันเป็นของใหม่
เป็นนวัตกรรม เป็นอะไรที่สร้างบ้านสร้างเมืองได้

ส่วนปัญญาจะเหมารวมไปถึง
‘ความแจ่มแจ้งทางวิญญาณ’ ด้วย
กล่าวคือ นอกจากจะรอบรู้ ฉลาดเรียน ฉลาดคิดแล้ว
ยัง ‘ตัดสินดี’ รู้ว่าเป้าอันเป็นสุขอยู่ตรงไหน
ทำอะไรแล้วไม่เป็นโทษ
ไม่สร้างความเดือดร้อนกับตนเองและผู้อื่นในภายหลัง
กับทั้งทราบชัดด้วยจิตที่สุกสว่างเต็มดวงว่า
จะหลุดพ้นจากขั้วแห่งทุกข์ได้อย่างไร

ปัญญาแบบพุทธนั้น
ท่านเอากันถึงขั้นพ้นแบบเด็ดขาด
ไม่กลับมาต่อติดกับขั้วทุกข์ขั้วร้อนอีกเลย

คนที่มาถึงแค่ความฉลาดทางสมอง
บางทีพูดได้มาก พูดได้เหมือนรู้ว่า
คนมีปัญญาเขารู้อะไร คิดอะไร
แต่ในที่สุดคนฉลาดอาจพาชีวิตมาถึงทางตัน
เพียงเพราะเอาความฉลาดไปรับใช้กิเลสเสียหมด
คิดไวสร้างสารพัดข้ออ้างเก่ง
คิดเก่งสร้างสารพัดพันธนาการร้อยรัดตัว
หาเรื่องเถียงกันในบ้าน
สร้างเรื่องขึ้นนอกบ้าน
ปักใจยึดอัตตาและโทสะเป็นสรณะ
สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จิตมีธรรมชาติไหลลงสู่ที่ต่ำเหมือนน้ำ

ส่วนผู้มาถึงปัญญาเยี่ยงจิตวิญญาณแบบพุทธ
บางทีพูดไม่เก่ง เหมือนไม่รู้อะไรมาก
ไหวพริบในการแก้ปัญหาไม่ว่องไวแบบอัจฉริยะ
แต่ในที่สุดผู้มีปัญญาจะต้องพาชีวิตมาถึงทางออก
เพียงเพราะทุ่มเทสติปัญญาไปเอาชนะกิเลสได้เกลี้ยงเกลา
ห้ามใจไวเมื่อต้องเผชิญสารพัดสิ่งยั่วยุ
เล็งถูกทิศเมื่อต้องยกระดับจิตระดับใจให้สูงขึ้น
เกิดปัญหาแล้วแก้ปัญหาทั้งนอกบ้านในบ้าน
ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น
ปลงใจยึดหลักธรรมอันสว่างเป็นสรณะ
สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ได้ใจความสรุปว่า
ผู้ดำเนินตามวิถีแห่งพุทธย่อมทวนกระแสทุกข์

ความฉลาด ไม่ใช่ไม่ดี
ตรงข้าม เป็นบันไดขั้นแรกสู่ปัญญาได้
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่รู้จักความเป็นพุทธช้า
บางทีกินเวลานานค่อนชีวิต
กว่าจะยกระดับจากฉลาดเป็นปัญญาได้จริง
อาจจะต้องโดนความฉลาดของตัวเองเล่นงาน
กัดกินหัวใจ หรือลงโทษให้เห็นทุกข์หนัก
จนอ่อนแรงพอเสียก่อน
ถึงจะเร่ิมห้ามใจไม่ให้ไหลสู่หลุมดำ
แล้วต่อยอดเป็นการใช้ใจหาแสงสว่างได้ถูก!

25/03/2017

สำหรับหลายคน
อาจเป็นภาพตัวเองเดินคนเดียวบนชายหาด
คิดถึงใครอีกคนเกินทน
แต่สำหรับบางคน
อาจเป็นภาพตัวเองหัวเราะแอบเศร้า
อยู่ท่ามกลาง ‘เพื่อน’ มากมายในโซเชียลมีเดีย

คนส่วนใหญ่ทนความเหงาไม่ได้
เหมือนมันเป็นฟองเชื้อโรคขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง
ที่ค่อยๆเพาะตัวโตขึ้นห่อหุ้มชีวิต
ทั้งคุกคาม ทั้งกัดกิน กระทั่งบีบหัวใจให้เล็กลง
ขนาดยอมเลือกใครก็ได้ที่ผ่านมา
ใครก็ได้...
ขอแค่ช่วยอัดฉีดหัวใจให้พองโตขึ้นไปวันๆเถอะ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ความเหงามักทำให้หลงผิด เลือกพลาด
ความเหงาทำให้คนเราสายตาสั้น
นึกว่าการคุยกระจุ๋งกระจิ๋ง
เป็นเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตคู่
จึงกระโจนไปใช้ชีวิตคู่
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือกัน
พบเจอแต่ชีวิตคู่ที่ห่วยแตกกันเกือบหมด

ความลับที่ไม่ค่อยมีใครทราบก็คือ
เพียงหันกลับไปทำความเข้าใจดีๆ
กับภาพความเหงาที่ฝังใจ ฝังจำของตัวเอง
คนคนหนึ่งก็ถอดความเหงาออกจากใจ
ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว
ไม่เห็นต้องด่วนเลือกผิดๆ
ไม่ใช่ตัดสินแค่คุยหายเหงาได้ก็เอาแล้ว
เข้ากันได้ไม่ได้ไม่สน
เจอคนเหลวไหลหลายใจแค่ไหนไม่แคร์
ยังไงคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ก่อน

วิธีเผชิญหน้าความเหงาให้หายเหงา
เริ่มจากทบทวนง่ายๆว่า
ที่สุดของความเหงา
คุณอยู่กับเงาภาพตัวเองแบบไหน
นั่งก้มหน้านิ่ง ซึมกะทือคนเดียวในห้องสลัว
พิมพ์ข้อความเอื่อยเฉื่อย ใจลอยหาคนที่ไม่มีตัวตน
เดินทอดน่องมโนว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ที่ไม่มีทางเป็น
นั่งทำหน้าซื่อๆเซ่อๆ โทษฟ้าโทษดินแบบไม่ระบุชื่อ
ฯลฯ

จากนั้น มีสติอยู่กับภาพนั้นให้ชัด
แล้วบอกตัวเองว่านั่นเป็น
‘ณ ขณะแห่งความหลงผิด’ ในชีวิต
ยึดเอาภาพผิดๆมาปิดหูปิดตา
ซุกจิตซุกวิญญาณไว้ในช่องมืดอุดอู้

เมื่อเกิดสติเห็นจิตที่เงียบเหงาเศร้าสร้อย
คุณจะรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นรู้ความจริงว่า
ดวงจิตดวงนั้น คือปากประตูเข้าทางลำบาก
คดเคี้ยวเลี้ยวลด และนำไปสู่ป่ารกชัฏ

เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองตื่นขึ้นเป็นคนตาสว่าง
คุณจะเห็นตัวเองนั่งหายใจอยู่แบบไม่ต้องเหงาก็ได้
หรือเห็นตัวเองมีความคิด มีภาพแบบอื่น
ผ่านเข้ามาในหัว ชนิดไม่ต้องพึ่งพาหาใครก็ได้

และพอเกิดภาพ ‘หายเหงาฉับพลัน’ บ่อยๆ
คุณจะรู้สึกไปอีกอย่าง คือ มีอะไรให้คิดอีกมาก
มีปัจจุบันที่เป็นประโยชน์แบบอื่น
มีอนาคตให้วางแผนเป็นรูปเป็นร่าง
มีอดีตให้ขุดคุ้ยมาแบเป็นบทเรียน
ค่อยๆคิด ค่อยๆพูด ค่อยๆเขียนถึงสิ่งเหล่านั้น
จนกว่าร่างกายจะเลิกนิ่งบื้อในท่าเหงา
เกิดแรงขับดันให้รู้สึกว่า
ต้องลุกขึ้นทำอะไรที่แตกต่างเสียที
นั่นแหละ! ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ถอนจิตถอนใจออกจากหล่มความเหงาเสียได้
ไม่ต้องด่วนหาคู่ผิดให้นั่งคิดมากจนตัวตายก็ได้!

25/03/2017

คนดีที่รักจริงไม่ใช่ของหาง่าย
แรงดึงดูดให้เข้ามาหาเรา
ต้องไม่ใช่ความบังเอิญ
แต่ด้วยพลังบุญที่เคยสร้างร่วมกันมา
หรือไม่ก็ที่กำลังร่วมทำกันอยู่

พูดง่ายๆ คือ
ถ้าเราไม่ได้สร้างบุญกับคนดีไว้ในชาติก่อน
จะให้ย้อนกลับไปสร้างก็ไม่ทันแล้ว
ถ้าอยากสร้าง
ก็ต้องสร้างกันเดี๋ยวนี้ที่ยังมีชีวิต
ที่ยังเห็นหน้ากันได้นี่แหละ

อย่าเสียกำลังใจ
ที่จะทำดีกับคนอื่น
แม้การทำดีกับคนอื่น
จะไม่เป็นประกันว่า
เราจะได้เจอะเจอคนดีไวๆ

แต่เราก็จะ "ดีพอ"ให้พร้อม "เจอคนดี" ด้วยกัน
ใน "เวลาเหมาะสม" เสมอครับ

บทความ : ดังตฤณ

23/03/2017

เรื่องหยุดทำร้ายตัวเอง
มนุษย์เรา มีอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย
แต่ละอารมณ์ จะสนองตอบตามความเคยชินของสิ่งที่กระทบ
โกรธ เมื่อมีคนมาด่าว่า หรือนินทา
ชื่นชอบ พอใจ เมื่อคำเยินยอหรือสรรเสริญ เอ่ยถึงชื่อตน
แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้อยู่กับเรา คงทนหรือถาวร
มีเกิดขึ้น…แล้วหายไป…เกิดขึ้น….แล้วดับไป
เป็นเช่นนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามกฏแห่งธรรมชาติ (ธรรมะ)
มิได้เป็นไปตามความต้องการของใจ
เราโกรธเขา เกลียดเขา ว่าร้ายเขา
ด้วยคิดว่าได้ความสะใจ สาสมใจ ที่ได้โกรธ ได้เกลียด
และคิดว่าตนเองอยู่เหนือเขา ชนะเขา
แต่หารู้ไม่ว่า ความรู้สึกและอารมณ์นั้นๆ….
กำลังข่มขี่ และทำร้ายตัวเราเอง….
ให้เราเป็น…ผู้แพ้

เมื่อใดก็ตาม ที่เราโกรธ เกลียด เพ่งโทษ มุ่งร้าย….ใครสักคน
ตอนนั้นเอง เราหาได้ทำร้ายคนที่เราโกรธหรือเกลียดไม่
แต่เรากำลังทำร้าย และข่มเหงตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว
และความรู้สึก และอารมณ์นั้นๆ ก็มิได้เป็นความสุขสงบเย็น
และทำให้ผู้ถือมั่นในอารมณ์ และความรู้สึกเช่นนี้ก็จะสะสมพอกพูน….
ความน่ารังเกลียดให้กับตนเอง

การอภัย และอโหสิกรรมให้กับเขาผู้ล่วงละเมิดเรา
แม้คนๆ นั้นจะเคยเป็นศรัตรู หรือเคยทำร้ายเราก็ตามที
เพื่อจะได้ปลดปล่อยตัวเราเองจาก “ตนนั่นแหล่ะที่ทำร้ายตนเอง”
นี่คือ ผลบุญที่เห็นทันตาของการให้อภัยไม่ถือสา
แต่เป็น “อุเบกขา” ด้วยความเข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม ธรรมะ

ศัตรูก็คือใจของเรานั้นเอง อยากชนะสื่งใดจงชนะใจตนเองให้ได้ก่อน เป็นนายของใจให้ได้ก่อน ชีวิตจะพบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย

________________________________________________________

มารยาทของผู้เป็นใหญ่

ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ

________________________________________________________

โลกิยะ หรือ โลกุตระ

คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม
ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง

________________________________________________________

เพราะยึดจึงเดือดร้อน

>ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน้น ยึดนี่
>ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
>จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
>สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
>ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
>เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
>สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ

________________________________________________________

บรรเทาทุกข์

>การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
>และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

________________________________________________________

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

การดูคนขอให้ดูเห็นด้วยปัญญา อย่าไปเห็นกิเลสเขา เขาเป็นคนดีคนไม่ดีรู้ได้อย่างไร ต้องสืบเสาะเจาะให้ลึก อย่าเจาะแต่ภายนอก ดูผิวเผินไม่รู้เรื่อง ต้องดูถึงจิตใจ จิตใจนี้สำคัญมาก

________________________________________________________

>ในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด
ถึงแม้เขาจะเป็นคนเลวสักเท่าใด ก็ยังมีคนที่รักเขาอยู่
>ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนที่เกลียดเขาอยู่
>ในโลกนี้คนเรานั้นแตกต่างกัน
>การที่เราจะปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้นั้นเป็นการยาก
แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ที่สามารถปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้
>นั่นคือ
>>>>>>>>>> “ธรรมะ”

23/03/2017

พลังจิตไต้สำนึก คำกลอนสอนใจ
อันเสื้อผ้า มีมาก หลากหลายสี
อันทีวี มีมาก หลากหลายช่อง
อันเครื่องกรอง มีมาก หลากกหลายชั้น
แต่ตัวฉัน ไม่มาก หลากหลายใจ…

ต้นไม้ที่สูง…เพียงฟ้า
ล้วนเคยหญ้า…เพียงดิน
พญาเยี่ยว…ที่โผบิน
ล้วนเป็นนก…ที่เคยหัดบินทั้งนั้นฯ

ในบางช่วง ของชีวิต ก็ผิดหวัง
ในบางครั้ง ของชีวิต จิตสับสน
ในบางครา ของชีวิต คิดกังวล
ในบางคน คงประสบ พบเหมือนกัน

ทั้งการงาน กาลเวลา พาต่างกัน
จะสังสันทน์ ให้พร้อมกัน มันคงยาก
เวลาพัก ทักกันที คงดีมาก
ไม่ลำบาก ยากเกินไป ใช่ไหมเอ่ย ?


หลายปัญหา เกิดจากคน อดทนสู้
เกิดมาอยู่ คู่กับคน อดทนไหว
เพราะทุกคน ต่างความคิด ต่างจิตใจ
เราอยากได้ เขาอยากเด่น เห็นมากมี…

อย่าท้อแท้ กับชีวิต ที่ผิดหวัง
ฟ้ามืดยัง มีสว่าง กลางคืนหาย
แม้วันนี้ มีปัญหา อย่างมากมาย
ใช่เลวร้าย สบายดี มีแน่นอนฯ

อย่า..ท้อเมื่อพลาดพลั้ง
ทำ…ความหวังขึ้นมาใหม่
นม…นานสักปานใด
หก…ล้มไปสู้อีกที่…

มาโพสต์คำ..เพราะความรัก
มาทายทัก…เพราะห่วงหา
มาเขียนรัว…กลัวลืมลา
กล้วสร่างซา…มาลืมกันฯ

ผมแต่งกลอน ออนไลน์ไป ให้ท่านอ่าน
หากรำคาญ ก็ขอโทษ อย่าโกรธหนา
ถอยคำได้ ไม่ไพเราะ ขอขมา
หากเข้าท่า วาจาทอล์ค ช่วยบอกที…

จากคำคน…เป็นคำคม
เอาอารมณ์…ผสมคำ
นำภาษา…มาขย้ำ
เกิดเป็นคำ…ไม่ธรรมดาฯ

จงอยู่เพื่อ…สรรค์สร้าง
จงอยู่อย่าง…สร้างสรรค์
จงอยู่เพื่อ…แบ่งปัน
จงอย่าหวั่น…ไม่ผันแปร…

รักไม่ว่างเว้น
รักเป็นอาจิณ
รักเหนือชีวิน
รักแผ่นดินไทย…

ขอเชิญชวน มวลมิตร ลิขิตเขียน
แวะเยี่ยมเวียน กันบ้าง ทางนี่หนา
การเหินห่าง คือทาง ที่สร่างซา
ส่งภาษา มาทัก จักสุขใจ

อาจต้องใช้ วันเวลา ที่แสนนาน
อาจต้องผ่าน ทุกปัญหา ที่รุมเร้า
อาจต้องสู้ อุปสรรค หนักไม่เบา
สิ่งที่เฝ้า เรามุ่งหมาย กลายเป็นจริง…

จากหัวใจ…ที่ห่วงหา
จากวาจา…ที่หวงหึง
จากดวงจิต…ที่ติดตรึง
จากก้นบึ้ง…คิดถึงเธอ…

แต่งให้กับทุกท่านที่หวานซึ้ง
ที่กำลังคิดถึงคนใกล้ไกล
ที่ห่วงแหนแฟนแทบขาดใจ
และค่อยห่วงใยในทุกเวลา…


อยู่ไกลกัน…ความสัมพันธ์ ไม่สูญสิ้น
อยู่ต่างถิ่น… ความห่วงใย ไม่บินหนี
อยู่ต่างแดน…ความแน่นแฟ้น ยังมากมี
หลายวจี ….ที่ขานไข ออนไลน์มา…

ขอรวบรวม ความคิดถึง
ด้วยคำซึ้ง ส่งไปหา
จงสุขสันต์ “พรรณา”
ทุกเวลา คราหายใจ

มาส่งถอย ร้อยลำพัน ในวันนี้
ว่าแฮปปี้ สุขสำเริง บันเทิงไหม
ผมคนนี้ ยังยื่นยง ส่งแรงใจ
ทุกเส้นชัย ให้ประสบ พบทุกคน…


อยากจะหยุด ใจไว้ ไปใกล้ชิด

เพราะไม่อยาก ให้จิต คิดหวั่นไหว

ไม่อยากพูด ไม่อยากพบ สบตาใคร

เพราะหัวใจ สะดุด หยุดที่เธอ

อยากจะหยุด ใจไว้ ไปใกล้ชิด

เพราะไม่อยาก ให้จิต คิดหวั่นไหว

ไม่อยากพูด ไม่อยากพบ สบตาใคร

เพราะหัวใจ สะดุด หยุดที่เธอ



อุปสรรค ข้างหน้า อาจมีฝน

ทั้งข้างหลัง อาจมืนมน ไม่แจ่มใส

มีสมอง มีสองเท้า จงก้าวไป

เพิ่มถานใจ สุมใส ให้ลุกโชน



ถึงจะรวยล้นฟ้า ถึงจะจนติดดิน

ถึงจะมีแค่พอกิน สุดท้ายก็แดดิ้นบนพื้นปฐพี



ทนทุกข์เพราะความจน ดีกว่าทุกข์ทนเพราะเป็นหนี้

ประดับกายด้วยความดี มีราศีกว่าประดับเพชร



อันป่าไม้ อยู่ได้ เพราะสายน้ำ
อันน้ำตก อยู่ได้ เพราะสายฝน
อันดอกไม้ แพร่พันธุ์ได้ เพราะสายลม
อันกระผม อยู่ได้ เพราะสายใจ (ได้เท็คแคร์)

—–

เปลี่ยนจากท้อ มา… เป็นคิดต่อสู้
เปลี่ยนจากตัวกู มา… เป็นผู้กู้ชาติ
เปลี่ยนวิกฤติ มา… เป็นโอกาส
เปลี่ยนอาฆาต มา… เป็นปรารถนาดี

—–

บางที่…ความหวังกลับเปี่ยมล้น
บางหน…ความคิดกลับผิดหวัง
บางคราว..ความรักกลับเพพัง
บางครั้ง…ซากปะหลักหักพังก็ยั​งไม่มี

—–

บางที… เข้าใจ ในชีวิต
บางที… ดวงจิต คิดสับสน
บางที… ที่ไม่เคย เข้าใจคน
บางหน… ก็ไม่ทน เข้าใจใคร

—–

สุขเร็วพลัน… กลั่นจากจิต
สู่ญาติมิตร…ที่คิดถึง
ทุกวาจา…..ยังตราตรึง
จากก้นบึ่ง…ซึ่งห่วงใย
หากเหนื่อยล้า…ทั้งขาแขน
เรี่ยวแรงแทน…อย่างเร็วไหว
สุขมากมาย…ทั้งกายใจ
ทวยเทพไท…ช่วยอีกที
จะไปไหน…ให้แคล้วคลาด
ภัยอาฆาต…ปราศหลีกหนี
ทุกสิ่งอย่าง…จงมากมี
เงินมันนี่…มีมากมายฯ

—–

มาสร้างสรรค์ ปันความสุข ทุกถิ่นฐาน
วันอังคาร หวานระรื่น ชื่นอุรา
ส่งพลัง อันยิ่งใหญ่ หายเหนื่อยล้า
จงนำพา แด่ทุกท่าน วันนี้เทอญ…

—–

ขอเกริ่นนำ เป็นคำกลอน มาจรทัก
ญาติที่รัก วันจันทร์นี้ แฮปปี้ไหม
ส่วนตัวผม ระทมขื่น ไม่ชื่นใจ
ตัวสั่นไหว ใจสั่นรัว ไปทั่วทรวง…

—–

ของบางอย่าง ซื้อไม่ได้ ด้วยเงินทอง
เพราะเป็นของ ไม่มี ราคาขาย
เช่นความรัก ความปราณี มีน้ำใจ
ปลูกฝังไว้ คิดชอบ ประกอบกัน
สิ่งเหล่านี้ มีค่า แก่ชีวิต
เพราะว่าเงิน ไม่มีสิทธิ์ มาจัดสรร
ได้แต่เพียง เราจะให้ กันและกัน
และผู้ให้ ได้รางวัล คืออิ่มใจ

—–

…ขอให้มี ความสุข ทุกๆวัน…
วันจันทร์…สุดแสนหวาน
วันอังคาร…ดีแสนสุด
วันพุธ…สุดแสนดี
วันพฤหัสบดี…มีแต่ความสุข
วันศุกร์…สุขแสนเท่า
วันเสาร์…สุดเร้าจิต
วันอาทิตย์…สุดเร้าใจ ทุกคนนะครับ

—–

สวัสดี พี่น้องกัน พรรณา
เอ่ยวาจา มาออนไลน์ ในวันนี้
จงประสบ พบความสุข ทุกนาที
และแฮปปี้ มีโชคสันติ์ นิรันดร์เทอญ…

—–

ร้อนใจ…เพราะขาดหาย
ร้อนกาย…เพราะขาดทรวง
ร้อนรัก…..เพราะขาดห่วง
ร้อนทุกช่วง…เพราะขาดเธอ…

—–

อยากรู้ให้…ไต่ถาม
อยากงามให้…ตกแต่ง
อยากแกร่งให้…ฝึกฝน
อยากเหนือจนให้…ทนสู้

—–

มา…เพื่อ…ทัก
รัก…เพื่อ…เธอ
เจอ…เพื่อ…จำ
ทำ…เพื่อ…พ้อง…น้องพี่ “พรรณา”

—–

ทักทายกันด้วยคำชื่น ให้เริงรื่นครื้นเครงใจ
ส่งคำหวานผ่านทรวงใน สื่อสารใจให้แก่กัน

—–

เพราะเราคือตำนานแห่งการให้
เพราะเราไม่ถือตนต่อชนผอง
เราจึงเป็นชาติพันธุ์อันปรองดอง
เราจึงครองความเมตตาสามัคคี

…แม้จะอยู่คนละปลายของสายรุ้ง
แต่ยังมุ่งมั่นหมายมิหน่ายหนี
เพื่อพงศ์พันธุ์อันถือเทิดกำเนิ​ดมี
ร้อยวจีทุ่มเทเจรจา

อันอ่อนหวานนานวันฉันมิตรแท้
ไม่ยอมแพ้ละโอกาสปรารถนา
คือเหตุผลของคน “พรรณา”
มุ่งมั่นมาหมายมีมิตรมากมาย ฯ

—–

ทีลอซู ความยิ่งใหญ่ ของสายน้ำ
คือความงาม อันล้ำค่า กลางขุนเขา
ป่าอุ้มผาง กว้างใหญ่ ให้ร่มเงา
ช่วยกันเฝ้า รักษา อย่าทำลาย

—–

ประชาธิปไตยจะมั่นคง
หากเราไปลงคะแนน
ประเทศชาติจะเป็นปึกแผ่น
เลือกผู้แทนที่ดี…เข้าไปริหาร​รประเทศ

—–

รัก กัน ไว้ เถิด เกิด เป็น คน ไทย
เทิด ไตร รงค์ ไว้ ยิ่ง ใหญ่ ทั่ว แดน

—–

ให้แต่งกลอนอ้อนสตรีเป็นที่หนึ่​ง
แต่งกลอนซึ้งอ่อนหวานให้ซ่านเสี​ยว
แต่งกลอนโศกน้ำตาไหลคนใจเดียว
แต่งกลอนเกี่ยวกับคำคมอุดมการณ์
—–
แต่งกลอนมาก็หลายกลอนสะท้อนภาพ
ใครจะทราบว่าใจไม่หนุกหนาน
แต่งกลอนได้ที่ไม่ได้คือแต่งงาน
แต่งกี่ล้านแต่งไป…ก้ไร้บอย เฮ้อ!!!

—–

พบ…ต้อง…พราก จาก…ต้อง…จำ
ทาน…ต้อง…ทำ ธรรม…ต้อง…มี

—–

เพราะโลกกลม ลมโกรก ให้โลกกลิ้ง
ไม่หยุดนิ่ง เหนียวแน่น มีแก่นสาร
ฤดูเปลี่ยน เวียนไว ไปตามกาล
อีกยาวนาน อย่าดายดู สู้ต่อไป ฯ

—–

วันนี้…หาก….ซึ่มเศร้า
ยังมี…เรา…เฝ้าห่วงใย
ตอนนี้…แม้…อยู่ไกล
ออนไลน์…ใจ…ไปเทคแคร์…

—–

เอาคำพูด…มาทายทัก
เอาความรัก…มาส่งให้
เอาร้อยยิ้ม…มาพิมพ์ใจ
เอาดวงใจ…ไปคล้องคอ

—–

หากเหนื่อยหนัก….ก็พักเสีย
หายอ่อนเพลีย…แล้วสู้ใหม่
มาต่อเติม….เพิ่มถ่านไฟ
จงสุมใส่… ให้ลุกโชน

—–

รัก…ให้…ง้อ พอ…ให้…หยุด
ทำ…ให้…สุด ขุด…ให้…ถึง

—–

สุดสัปดาห์ คืออาทิตย์ จิตแจ่มใส
ทำอะไร ให้ญาติมิตร สมคิดฝัน
จะเดินนั่ง หรือนอนยืน ชื่นชีวัน
แสนสุขสันต์ พลันสนุก ทุกๆคน …

—–

อยากเลอเลิศประเสริญศรีมีสามารถ
อยากฉลาดสูงสง่าและกล้าหาญ
อยากจะมีปริญญาวิชาการ
อยากมีงานมีชีวิตอิสรา ฯ
—–

คันบ่ออกจากบ้าน บ่เห็นด่านแดนไกล
คันบ่ไปหาเฮียน กะบ่มีความฮู้
แม่นสิมีความฮู้ เต็มพุงเพียงปาก
โตซ่อยโตบ่ได้….ไผสิย้องเจ้าว​่าดี?

—–

ร่มเงา คือ ประเทศชาติ
ร่มเย็น คือ พระพุทธศาสนา
ร่มเกล้า คือ พระมหากษัตรา
ร่วมใจบูชา…แซ้ซ่องท้องถินไทย​ฯ

—-

ถ้าเราคิดว่าอยู่ต่ำหรือย่ำ​แย่
เป็นของแน่เราจะต่ำเกินคำไข
เธอต้องคิดว่าอยู่สูงเพื่อจ​รูงใจ
แล้วก้าวไปทั้งใจกายได้เกรด​ A

—-

ไม่กี่วัน เข้าพรรษา ก็มาถึง
ในปีหนึ่ง เก้าสิบวัน หนึ่งพรรษา
เชิญญาติมิตร ร่วมก้มเศียร เทียนบูชา
ลดเลิกยา สิ่งเสพติด เป็นพิษภัยฯ

—-

มีสองขา ได้มายืน บนพื้นภพ
มีตาครบ ทั้งคู่สอง ได้มองเห็น
มีอากาศ มีดินน้ำ อันฉ่ำเย็น
เกิดมาเป็น มนุษย์โลก แสนโชคดี…

—-

สมัยใหม่ ไวนัก ก็มักล้ม
สมัยเก่า โง่งม ก็ล้มง่าย
ทั้งใหม่เก่า เราสผม ไม่งมงาย
จึงจักกลาย เป็นสังคม ที่สมบูรณ์ฯ

—-

คงจะสุด หยุดกลอน ไม่นอนก่อน
ขออวยพร ให้ทุกท่าน จงสุขขี
หลับฝันหวาน ชีพชื่น เป็นหมื่นปี
ทุกราตรี ปรีเปรม อิ่มเอมใจ

—-

…เปลี่ยนจากท้อ มาเป็นคิดต่อสู้
เปลี่ยนจากตัวกู มาเป็นผู้กู้ชาติ
เปลี่ยนวิกฤติ มาเป็นโอกาส
เปลี่ยนอาฆาต มาเป็นปรารถนาดีฯ
…เปลี่ยนจากปองร้าย กลายมาเป็นปองดอง
เปลี่ยนจากเพื่อนพอง กลายมาเป็นพี่น้องกัน
เปลี่ยนจากคำลวง กลายมาเป็นคำหมั่น
เปลี่ยนจากความฝัน กลายมาเป็นวัน..อันเป็นจริงฯ

—-

หนังสือดี สร้างชีวี ให้มีสุข
มีเฟสบุ๊ค ออนไลน์ ได้หายเหงา
มีพารา ลดไข้ คลายทุเลา
ใจบางเบา เหล้าบางๆ นางงามๆ

—-

แบ่งปันด้วยถอยคำ
รำพันด้วยถอยความ
จากถอยคำที่สำรวม
ไม่กำกวมรวมถอยคำ

—-

ทำ ดี ไว้ อุด หนุน
ทำ บุญ ทุน กำไร
ทำ แล้ว ส บาย ใจ
ส วรรค์ อยู่ ไม่ ไกล…แน่ นอน

—-

สุดสัปดาห์ คืออาทิตย์ จิตแจ่มใส
ทำอะไร ให้ญาติมิตร สมคิดฝัน
จะเิดินนั่ง หรือนอนยืน ชื่นชีวัน
แสนสุขสันต์ พลันสนุก ทุกๆคน …

—-

แม้ไม่ได้ ทุกครั้ง ที่หวังไว้
จงมั่นใจ ในคุณค่า มหาศาล
หนึ่งส่วนจาก เศษฝัน เมื่อวันวาน
อาจสร้างงาน เกียรติยศ ปรากฎไกล….

—-

มาอีกแล้ว พร้อมกลอน สุนทรสาน
สุขสำราญ วันนี้ กันดีไหม
โปรดรักษา สุขภาพ พลานามัย
ทั้งกายใจ ไร้โรค โชคทวี…

—-

ส่งภาษา ภาศิลป์ บินไปถึง
คำซึ้งซึ้ง ชูกมล คนอ่อนไหว
ให้คลายทุกข์ คลายเศ้รา ที่เหงาใจ
เป็นมาลัย คล้องจิต นิจนิรันดร์

—-

อย่าให้… ยาวนานเพียงแค่เวลา
อย่าให้… คุณค่าเพียงแค่ความฝัน
อย่าให้… ห่วงหาเพียงแค่คิดถึงกัน
อย่าให้… คงมั่นเพียงแค่เมื่อวาน..(ตลอดไ​ปนะครับ)

—-

โลกใบนี้ ดูดี เป็นสีสวย
ฉาบไว้ด้วย ความรัก เป็นสักขี
หากทุกคน ต่างมองกัน ในแง่ดี
ทุกถิ่นที่ คงสวยสด แสนงดงาม

—-

ความคิดสร้างสรรค์พร้อม ห้อมล้อมร่าง
ความคิดสร้างสรรค์เลิศ ประเสริฐหนา
ความคิดสร้างสรรค์ทวี มีปัญญา
ความคิดสร้างสรรค์กล้า คุณค่าตน..

—-

เงียบ… เพราะ… เหงา
เศร้า… เพราะ… แคร์
เจ็บ… เพราะ… แพ้
อ่อนแอ… เพราะ… ท้อถอ

—-

ร้อยคำทัก สลักลง ทุกถิ่นที่
ร้อยกวี คีตศิลป์ บินไปหา
ร้อยความสุข ส่งชิด มิตรญาตา
พรรณา โดยตรง จงเจริญ…

—-

ของบางอย่าง ซื้อไม่ได้ ด้วยเงินทอง
เพราะเป็นของ ไม่มี ราคาขาย
เช่นความรัก ภักดี มิห่างหาย
เราต่างฝ่าย คอยมอบให้ กัน…และ…กัน

Https://m.facebook.com/Subconscious-power-415170288863424/

ที่อยู่

กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10530

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 5 STARผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

  • Cana Boutique Hotel

    Cana Boutique Hotel

    141 ซ. จรัญสนิทวงศ์ 57/2 แขวง บางบำหรุ เขต บางพลัด

แชร์

ประเภท