01/05/2026
ขอขอบคุณเพจ
Marketeer Online
มากๆครับ
🙏❤️🙏
🔴 กรณีศึกษา อลิซาเบธ-เลอทาน่า การตลาดของโรงแรมเล็กในยุค 2026
หลายคนน่าจะเคยเลื่อนฟีดทางโซเชียลมีเดียเจอเรื่องราวของโรงแรม “อลิซาเบธ” และโรงแรม “เลอทาน่า”
สองชื่อนี้กลายมาเป็นที่รู้จักจนเป็นกระแสทางออนไลน์ได้อย่างไร ทั้งที่เป็นเพียงโรงแรมของคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นเชนธุรกิจโรงแรมใหญ่
จุดเริ่มต้นของโรงแรม
อลิซาเบธ เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว ขนาด 272 ห้อง เปิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2534 อยู่ที่ถนนประดิพัทธ์ เขตพญาไท กทม.
ปัจจุบันคนที่บริหารเป็นหลักคือ “เปา” สุรกิจ เมธานุกิจ เป็นทายาทรุ่นที่สอง เข้ามารับช่วงต่อจากคุณพ่อและคุณแม่
เริ่มจากตอนแรกที่บ้านทำร้านขายรองเท้าอยู่ที่ย่านประตูน้ำ แล้วเห็นว่าโรงแรมอินทรา ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ของย่านนั้น มีลูกค้าต่างชาติเข้าพักเยอะ จึงอยากทำธุรกิจโรงแรมบ้าง
ในที่สุดก็ได้ที่ดินอยู่แถวประดิพัทธ์ ได้สร้างเป็นโรงแรม และเปิดให้บริการมาจนถึงทุกวันนี้ รวมแล้วเป็น 35 ปี
เลอทาน่า เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว เช่นกัน แต่มีเพียง 70 ห้อง เพิ่งเปิดในปี 2560 อยู่ที่ถนนเทพารักษ์ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
เจ้าของคือ “นัท” กิตติพันธ์ ลี้ศัตรูพ่าย เป็นชาวสำโรง-ลาซาล-บางพลี มาตั้งแต่เด็ก
เดิมทีนั้นที่บ้าน (ฝั่งแม่และอากง) มีธุรกิจขายของเก่า ร้านข้าวต้ม และคาเฟ่แบบสมัยเก่าที่มีโชว์ต่างๆ เช่น ตลกและดนตรีสด ชื่อว่า “ใต้ฟ้าคาเฟ่” อยู่หน้าสนามมวยสำโรง
ส่วนตัวนัทเองก็คลุกคลีอยู่กับธุรกิจของที่บ้าน และมีธุรกิจรีไซเคิลเศษแก้วเป็นของตัวเอง ก่อนจะมาเปิดโรงแรมเลอทาน่า (ปรับมาจากชื่อแม่ ว่า รัตนา)
นอกจากนี้ นัทยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือเป็น “นักร้อง” มีคลิปร้องเพลงอยู่ในโรงแรมและสถานที่ต่างๆ และยังเคยออกรายการประกวดทางโทรทัศน์ด้วย
สองโรงแรมนี้ทำอะไร ทำไมถึงดังได้ในโซเชียลมีเดีย?
แม้จะเป็นธุรกิจโรงแรมเหมือนกัน แต่จุดที่ทำให้อลิซาเบธและเลอทาน่าเป็นที่รู้จักได้ในโซเชียลกลับไม่ได้มาจากการโปรโมท “โรงแรม”
เรื่องของอลิซาเบธที่เริ่มเป็นจุดขายในโซเชียลมีเดียคือ “ราดหน้า”
ย้อนไปช่วง COVID-19 โรงแรมไม่มีรายได้เลย ต้องปรับตัวด้วยการทำร้านอาหารแบบเดลิเวอรี่ โดยหยิบเมนูราดหน้าเส้นกรอบมาเป็นจุดขาย
เริ่มจุดติดได้เพราะไปโพสต์ลงกลุ่มเฟซบุ๊กของชุมชนย่านอารีย์ คนที่รู้จักเมนูนี้ของโรงแรมอยู่แล้วก็รู้ว่ามีช่องทางให้สั่งได้ ทำให้มียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก
“ราดหน้าอลิซาเบธ” จึงเริ่มเป็นที่พูดถึงในโซเชียลมีเดียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีลูกค้าไปเข้าร้านอาหารของโรงแรมและเข้าพักกันมากขึ้น
หลังจากนั้น เปา ซึ่งเป็นทายาทรุ่นสอง ก็ต่อยอดด้วยการทำโซเชียลมีเดียนำเสนอทั้งร้านอาหารและโรงแรม เล่าถึงเนื้อหา เช่น
รีวิวอาหาร นำเสนออาหาร ไปจนถึงอัปเดตบริการต่างๆ ภายในโรงแรม หรือแม้แต่รับฟีดแบ็คของลูกค้านำไปปรับปรุงในโรงแรม
จากที่ไม่เคยทำโซเชียลมีเดียเพื่อโปรโมทเลย กลายเป็นตอนนี้ช่องของเปาและโรงแรมมีผู้ติดตามหลักแสนคน
ขณะที่เลอทาน่าเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้เพราะ “ดนตรีสด” ที่ไลฟ์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย
นัทเป็นนักร้องนำ แสดงในโรงแรมของตัวเอง เป็นพื้นที่ให้ลูกค้านั่งรับประทานอาหารและมีเวทีเหมือนคาเฟ่สมัยเก่า โดยส่วนใหญ่ร้องเพลงเก่ายุค 90 ทำให้มีแฟนคลับเป็นจำนวนมาก
ก่อนที่ช่วงหลังจะนำเสนอโปรโมทโรงแรม ทั้งการตกแต่งภายในใหม่ ทำสถานที่ให้คนเล่นกีฬาและดนตรีได้ เช่นเดียวกับเปิดตลาดนัดลอยฟ้า
อีกทั้งยังเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาทำกิจกรรมฟรีที่เลอทาน่า ไม่มาเที่ยว แวะมาตีปิงปองเล่นก็ยังดี
จากจุดเริ่มต้นที่ดังจากดนตรีสด ก็ต่อยอดเป็นฐานแฟนคลับ จนปัจจุบัน เพจของเลอทาน่ามีผู้ติดตามหลักล้านคน
เราเห็นอะไรได้จากเรื่องนี้บ้าง?
เรื่องราวของโรงแรมนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นเพียงโรงแรมของผู้ประกอบการตัวเล็ก ไม่ได้เป็นทุนใหญ่ หรือเชนโรงแรมใหญ่ที่มีชื่อแบรนด์เป็นจุดขายตั้งแต่แรก
แต่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า โรงแรมเล็กๆ ก็สามารถสร้างแบรนด์ให้คนรู้จักได้เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องนำเสนอแค่ “ห้องพัก” เพียงอย่างเดียว
อลิซาเบธ เริ่มดังในโซเชียลได้เพราะราดหน้า
เลอทาน่า เริ่มดังเพราะดนตรีสด
ทั้งสองโรงแรมต่างก็ใช้จุดขายของตัวเอง นำมาต่อยอดให้เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน จนมีฐานแฟนคลับและลูกค้าใหม่จำนวนมาก
ขณะเดียวกันยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของ “Real-time Content” และ “ความจริงใจ”
ทั้งสองโรงแรมไม่ได้ใช้วิธีการโฆษณาแบบเชนโรงแรมใหญ่ทั่วไป แต่เป็นการใช้สถานการณ์จริง บรรยากาศจริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้คนเห็น และการพูดคุยกับผู้ติดตามและลูกค้า
เช่น โรงแรมอลิซาเบธ มีการเล่นกับคำถามหรือคำแนะนำติชมจากผู้ใช้บริการ นำมาปรับเข้ากับโรงแรม
เลอทาน่าก็มีการลงไปเล่นดนตรี เล่นเปียโนกับเด็กที่เข้ามาทำกิจกรรมภายในโรงแรม
ทำให้คนเกิดความรู้สึกผูกพัน สามารถโต้ตอบและมีปฏิสัมพันธ์ผ่านทางโซเชียลมีเดียได้
แต่อลิซาเบธและเลอทาน่ามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ตัวเจ้าของเป็น “อินฟลูเอนเซอร์”
การดำเนินเรื่องหลักก็เป็นมุมจากเจ้าของโรงแรม ซึ่งเป็นผู้ที่รู้ทุกเรื่องของโรงแรมได้ดีที่สุด
ผู้บริโภคก็สนใจเนื้อหาแนวนี้มากขึ้น เพราะหากเป็นยุคสมัยที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย คงไม่ได้เห็นเจ้าของธุรกิจออกมาพูดหรือนำเสนออะไรได้มากขนาดนี้
เพียงแค่ใช้ตัวเจ้าของ ออกมาทำเนื้อหาเองทางโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้เสนอขายของอย่างเดียว ก็สามารถทำให้ชื่อของโรงแรมเป็นที่รู้จักได้
“ไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่ต้องมีตัวตนชัดเจนที่สุด” ก็ทำให้คนจำได้เช่นกัน