10/09/2026
ทำไมธุรกิจไทยต้องเริ่มนับคาร์บอน Scope 3
เส้นทางของเสื้อผ้าหนึ่งตัวเริ่มต้นตั้งแต่ไร่ปลูกฝ้าย โรงปั่นด้าย โรงทอผ้า การขนส่งวัตถุดิบข้ามประเทศ ไปจนถึงร้านค้าปลีก การซักรีดของผู้บริโภคตลอดอายุการใช้งาน และวันที่เสื้อผ้าตัวนั้นถูกทิ้งเป็นขยะ แต่ละขั้นตอนล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น เพียงแต่ไม่ได้เกิดขึ้นภายในรั้วโรงงานผลิตเสื้อ จึงเป็นคำถามสำคัญว่า องค์กรควรนับส่วนนี้ไว้ในรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองด้วยหรือไม่
ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร มาตรฐานสากลได้แบ่งไว้เป็น 3 ประเภทหลัก คือ
ประเภทที่ 1 (Scope 1) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักรหรือยานพาหนะขององค์กรเอง การใช้สารเคมีในการบำบัดน้ำเสีย การรั่วซึม/รั่วไหล จากกระบวนการหรือกิจกรรม เป็นต้น
.
ประเภทที่ 2 (Scope 2) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน เช่น ไฟฟ้า ไอน้ำ ความร้อน ที่ซื้อมาใช้ในโรงงาน
.
ประเภทที่ 3 (Scope 3) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ
ในอดีต องค์กรส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ Scope 1 และ 2 เป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่องค์กร "ควบคุมได้โดยตรง" วัดง่าย เก็บข้อมูลง่าย และจัดการง่าย ซึ่งดูเหมือนจะเพียงพอสำหรับการรายงานผลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการหลายสาขาชี้ตรงกันว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 มักมีประมาณสัดส่วนสูงกว่า Scope 1 และ 2 รวมกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สถาบันการเงิน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก รวมทั้งในธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากภายนอกจำนวนมากอย่างอุตสาหกรรมอาหาร หรือธุรกิจที่ผลิตสินค้าซึ่งผู้บริโภคต้องใช้พลังงานต่อเนื่องระหว่างการใช้งาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือยานยนต์
นั่นหมายความว่า หากองค์กรวัดและรายงานเฉพาะ Scope 1-2 ภาพรวมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงขององค์กรจะถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก และเมื่อมาตรฐานสากลเริ่มกำหนดให้การรายงาน Scope 3 ที่มีนัยสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ อย่างเช่น คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก (International Sustainability Standards Board: ISSB) ได้ออกมาตรฐาน IFRS S1-General Requirements: กำหนดหลักการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนโดยรวม ครอบคลุมประเด็นสาระสำคัญ (Materiality) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม สังคม หรือธรรมาภิบาลและ IFRS S2-Climate-related Disclosures: เน้นเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ ทั้ง Physical Risk, Transition Risk และโอกาสทางธุรกิจ ซึ่ง IFRS S2 ให้ความสำคัญการเปิดเผยข้อมูล Scope 3 ด้วย โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ได้กำหนดการบังคับใช้ ISSB Standards สำหรับบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทุกแห่ง (SET50) บริษัทต้องเริ่มจัดเก็บและเตรียมข้อมูลในปีพ.ศ. 2570 และเปิดเผยข้อมูลหรือปีที่นำส่งรายงานครั้งแรกในปีพ.ศ. 2571 และครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนไทยทุกรายใน mai และ REIT/IFF/IFT/PF (รวม IPO) ต้องเริ่มจัดเก็บและเตรียมข้อมูลในปีพ.ศ. 2573 และเปิดเผยข้อมูลหรือปีที่นำส่งรายงานครั้งแรกในปีพ.ศ. 2574 ดังนั้นองค์กรไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและปรับตัวตามไปด้วย เพื่อให้การรายงานสอดคล้องกับบริบทสากล
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ได้จำแนกกิจกรรมที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 ออกเป็น 15 ประเภทย่อย ครอบคลุมตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้าและบริการ แบ่งออกเป็น 2 ฝั่งใหญ่ ได้แก่
ฝั่งต้นน้ำ (Upstream) คือกิจกรรมที่เกิดขึ้น "ก่อน" สินค้าหรือบริการจะมาถึงมือองค์กร เช่น การผลิตวัตถุดิบและบริการที่จัดซื้อ การขนส่งวัตถุดิบเข้าโรงงาน การเดินทางของพนักงานมาทำงาน หรือของเสียที่เกิดจากการดำเนินงาน
ฝั่งปลายน้ำ (Downstream) คือกิจกรรมที่เกิดขึ้น "หลังจาก" องค์กรขายสินค้าหรือบริการออกไปแล้ว เช่น การขนส่งสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค การใช้งานผลิตภัณฑ์ตลอดอายุการใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์เมื่อหมดอายุการใช้งาน
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศรายหนึ่ง แม้โรงงานจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไม่มากนัก แต่เครื่องปรับอากาศทุกเครื่องที่ขายออกไปจะใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องนานนับสิบปี ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานของผู้บริโภคจึงอาจสูงกว่าการปล่อยจากโรงงานผลิตหลายเท่าตัว และนี่คือส่วนที่ Scope 1-2 มองไม่เห็น แต่ Scope 3 จับภาพไว้ได้
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับธุรกิจไทยตอนนี้ การเริ่มประเมินและรายงาน Scope 3 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการทำตามมาตรฐานสากลเท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กร มองเห็นความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ ในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง เช่น คู่ค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงผิดปกติ ตอบโจทย์นักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศ ที่เริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่าในการตัดสินใจทางธุรกิจ เตรียมพร้อมสำหรับกลไกทางการค้าและภาษีคาร์บอน ที่กำลังทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศคู่ค้า ค้นหาจุดที่ควรลงทุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะทุ่มงบประมาณไปกับจุดที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงเล็กน้อย
การวัดคาร์บอนแค่จากปลายปล่องควันของโรงงาน เปรียบเสมือนการมองเห็นเพียงส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็ง ขณะที่ส่วนใหญ่ของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่แท้จริงอาจซ่อนอยู่ตลอดเส้นทางของสินค้าและบริการ ตั้งแต่วัตถุดิบต้นทาง จนถึงวันที่สินค้าหมดอายุการใช้งาน การเริ่มต้นมองทั้งห่วงโซ่คุณค่า จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นทิศทางที่ธุรกิจไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการก้าวไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริง
.
ที่มา:
- แนวทางการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 สำหรับภาคธุรกิจ, องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), สิงหาคม 2569
- https://setsustainability.com/libraries/1612/item/issb-information-hub-Thailand-adoption-roadmap
--------------------------------------------
#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม
#คาร์บอนฟรุตพริ้นท์
#สิ่งแวดล้อม #ธุรกิจ