ณัฐวุฒิ คำธรรม ทนายความเชียงใหม่

ณัฐวุฒิ คำธรรม ทนายความเชียงใหม่ ทนายความเชียงใหม่ ว่าความ แพ่ง อาญา ครอบครัว ทำสัญญา จดทะเบียนบริษัท โรงแรม 081-980-9476

มรดกคาชื่อผู้จัดการ... ระวังทายาทคนอื่นซวยไม่รู้ตัว! เปิดฎีกาเตือนสติสายถือกรรมสิทธิ์ร่วมสวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน วันนี้ก...
02/06/2026

มรดกคาชื่อผู้จัดการ... ระวังทายาทคนอื่นซวยไม่รู้ตัว! เปิดฎีกาเตือนสติสายถือกรรมสิทธิ์ร่วม

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน วันนี้กลับมาพบกับผม "ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม" กันอีกครั้งนะครับ ช่วงนี้มีลูกความหลายคนเดินเข้ามาปรึกษาผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเกี่ยวกับเรื่องมรดกที่ดิน พอลองนั่งฟังดูแล้ว ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน คือ "พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว ทิ้งที่ดินไว้แปลงหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดให้ชัดเจน ปล่อยให้พี่คนโตเป็นผู้จัดการมรดก หรือใส่ชื่อร่วมกันไว้ในโฉนด"

เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใช่ไหมครับ? พี่น้องรักกันดี คงไม่มีปัญหาหรอก... แต่ช้าก่อนครับ! ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทางกฎหมายกำลังจะตามมา ถ้าวันดีคืนดี "ทายาทคนใดคนหนึ่ง" ดันไปก่อหนี้ก่อสินจนโดนฟ้องร้อง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความเดือดร้อนที่ลามไปถึงพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วยเลย!

วันนี้ผมเลยหยิบเอาคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจมาก ๆ และเป็นเรื่องใหม่สด ๆ ร้อน ๆ คือ **คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8420/2568** มาเล่าให้ฟังและนำไปปรับใช้ป้องกันตัวเองได้แน่นอนครับ!

# # # เรื่องเล่าจากศาลฎีกา: เมื่อที่ดินแม่... กลายเป็นเป้าหมายของเจ้าหนี้

เรื่องมันเริ่มจากคุณแม่คนหนึ่งชื่อ "นางคำ" ท่านมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง (โฉนดเลขที่ 15864) ต่อมานางคำได้เสียชีวิตลง ทิ้งที่ดินแปลงนี้ไว้เป็นมรดกให้แก่ลูก ๆ ทั้ง 4 คน ซึ่งลูกชายคนหนึ่งชื่อ "นายอนิรุต" ได้ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ในฐานะ **"ผู้จัดการมรดก"** ของนางคำ โดยที่ดินยังไม่ได้มีการแบ่งแยกโฉนดอย่างเป็นทางการให้กับพี่น้องคนอื่น ๆ

ต่อมา นายอนิรุตได้เสียชีวิตลงเช่นกัน และเรื่องมันเริ่มงวดเข้ามาตรงที่ นายอนิรุตดันมีหนี้สินติดตัวอยู่เพียบ! เจ้าหนี้ของนายอนิรุต (ในคดีนี้คือโจทก์) ก็ไม่รอช้าครับ ไปยื่นฟ้อง "นางสาว จ." ซึ่งเป็นลูกของนายอนิรุต (ฟ้องในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของลูกหนี้) เพื่อให้ชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย

ในแง่ของกฎหมาย มีหลักการสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ไว้เลยนะครับว่า **"หากลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้ามรดกเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทผู้รับมรดกไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับมา"**

หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า ศาลท่านสั่งให้ นางสาว จ. ชำระหนี้ก็จริง แต่ให้รับผิดชอบไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับมาจากนายอนิรุตผู้เป็นพ่อเท่านั้น ถ้าพ่อทิ้งมรดกไว้ให้แค่ 5 แสน ทายาทก็จ่ายแค่ 5 แสน เจ้าหนี้จะมาบังคับเอาจากทรัพย์สินส่วนตัวของทายาทไม่ได้ครับ!

แต่เรื่องมันไม่จบง่าย ๆ แบบนั้นน่ะสิครับ เพราะในกรณีนี้ เจ้าหนี้เขามองไปเห็นที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ที่ยังมีชื่อนายอนิรุตเป็น "ผู้จัดการมรดก" อยู่ เจ้าหนี้จึงส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินแปลงนี้ทันทีเพื่อจะเอาออกขายทอดตลาดเอาเงินมาใช้หนี้!

คราวนี้พี่น้องคนอื่น ๆ ของนายอนิรุต (ซึ่งก็คือลูก ๆ ของนางคำที่ยังมีชีวิตอยู่) ตาโตสิครับ! อยู่ดี ๆ ที่ดินมรดกของแม่กำลังจะถูกขายทอดตลาดเพราะหนี้ของพี่ชาย/น้องชายที่ตัวเองไม่ได้ก่อ พวกเขาจึงรีบวิ่งโร่มายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอ **"กันส่วน"** ไม่ให้ที่ดินในส่วนของตนเองถูกขายทอดตลาด

# # # ถ้ารู้จัก "ครอบครองเป็นส่วนสัด" ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไป!

ในทางกฎหมาย หากทรัพย์สินชิ้นนั้นเป็นมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง แต่ทายาทแต่ละคนได้เข้าไปอยู่อาศัย หรือทำมาหากิน โดยมีการแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว เรียกว่า **"การครอบครองเป็นส่วนสัด"** เช่น พี่คนโตอยู่ฝั่งทิศเหนือ น้องคนรองอยู่ฝั่งทิศใต้ มีรั้วกั้นชัดเจน

กฎหมายบอกว่า **"หากทายาทคนอื่น ๆ ได้ครอบครองที่ดินเป็นสัดเป็นส่วน สามารถขอกันส่วนไม่ให้ที่ดินที่ตนเองครอบครองออกขายทอดตลาดได้"** คือเจ้าหนี้จะยึดได้เฉพาะพื้นที่ส่วนที่เป็นของลูกหนี้เท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ทายาทคนอื่นครอบครองอยู่ห้ามยึด ห้ามขาย!

ในคดีนี้ ทายาทอีกสองคน (ผู้ร้อง) ก็พยายามสู้ประเด็นนี้ครับ โดยอ้างต่อศาลว่าพวกตนได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนสัดแล้ว คนหนึ่งอยู่ทิศใต้ติดทางสาธารณะ มีเนื้อที่เยอะหน่อย อีกคนก็อยู่ถัดมา

แต่จุดพีคอยู่ตรงนี้ครับ! ศาลฎีกาท่านตรวจดูพยานหลักฐานและแผนที่พิพาทอย่างละเอียดแล้วพบว่า พื้นที่ที่ทายาทสองคนนี้อ้างว่าครอบครองอยู่นั้น มันได้เปรียบนายอนิรุต (ลูกหนี้) อย่างมาก คือได้พื้นที่เยอะกว่า แถมยังได้ส่วนที่ติดทางสาธารณะประโยชน์ทั้งหมด ปล่อยให้ส่วนของนายอนิรุตอยู่ด้านใน ไม่มีทางเข้าออก เป็นที่ดินตาบอดเสียอย่างนั้น

เมื่อศาลถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงแบ่งกันแบบนี้ ทายาทกลับตอบไม่ได้ ไม่มีเหตุผลรองรับที่น่าเชื่อถือ และไม่ได้นำสืบให้เห็นสภาพการครอบครองจริง ๆ ศาลฎีกาท่านจึงมองว่าเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงเลยรับฟังไม่ได้ว่ามีการครอบครองเป็นส่วนสัดจริง ๆ!

# # # ไม่ได้ครอบครองเป็นสัดส่วน... แล้วจะสูญที่ดินไปฟรี ๆ เลยไหม?

พอศาลท่านตัดสินว่า "ไม่ได้ครอบครองเป็นส่วนสัด" หลายคนคงคิดว่า แบบนี้ทายาทคนอื่น ๆ ก็ซวยสิ โดนยึดที่ดินขายทอดตลาดไปทั้งหมดแน่ ๆ เลย?

คำตอบคือ **"ไม่ถึงขนาดนั้นครับ"** กฎหมายไทยยังคงให้ความเป็นธรรมอยู่!

ศาลฎีกาท่านวินิจฉัยต่อไปว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่าครอบครองเป็นส่วนสัดจนสามารถ "กันส่วนที่ดิน" ออกจากการขายทอดตลาดได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ที่ดินแปลงนี้เดิมทีเป็นของนางคำ และทายาททุกคน (รวมถึงผู้ร้องทั้งสองคนนี้ด้วย) เป็นบุตรโดยธรรมของนางคำ ดังนั้น ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินแปลงนี้คนละเท่า ๆ กันตามกฎหมาย

การที่เจ้าหนี้ของนายอนิรุตมายึดที่ดินแปลงนี้เพื่อบังคับคดี ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิในการรับมรดกของทายาทคนอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ดังนั้น กฎหมายจึงเปิดช่องไว้ว่า **"ถ้าไม่ได้ครอบครองเป็นสัดเป็นส่วน หรือไม่ได้ครอบครองเลย ทายาทคนอื่น ๆ ก็ยังมีสิทธิขอแบ่งเงินจากการขายทอดตลาดได้ตามสัดส่วนของตนหรือตามสิทธิของตน"**

ท้ายที่สุด ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี **"กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินแปลงนี้ ให้แก่ทายาทอีกสองคนคนละ 1 ใน 4"** (แบ่งตามสิทธิมรดกที่มีอยู่จริง) สรุปคือที่ดินโดนขายทอดตลาดไปทั้งแปลงจริง แต่เงินที่ขายได้ต้องถูกแบ่งเอามาคืนให้ทายาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ด้วย ไม่ใช่ให้เจ้าหนี้เอาไปหมด!

# # # บทเรียนราคาแพง: ทำไม "การนิ่งเฉย" ถึงอันตรายกว่าที่คิด?

แม้ว่าในท้ายที่สุด ทายาทคนอื่น ๆ จะได้เงินคืนตามสัดส่วน แต่ลองคิดดูสิครับว่าพวกเขาต้องเสียเวลา เสียค่าทนายความ และต้องสูญเสียที่ดินมรดกของครอบครัวที่อาจจะมีมูลค่าทางจิตใจไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะความประมาทและนิ่งเฉย!

จากคดีนี้ ผมอยากให้ทุกท่านมองเห็นภาพและตระหนักถึงอันตรายของการปล่อยให้ที่ดินมรดกคาราคาซังไว้ครับ:

* **การจดชื่อเป็นผู้จัดการมรดกค้างไว้ หรือการจดกรรมสิทธิ์ร่วม อาจอันตรายกว่าที่คิด:** หลายครอบครัวคิดว่าใส่ชื่อพี่คนโตเป็นผู้จัดการมรดกไว้ก่อน หรือใส่ชื่อพี่น้องร่วมกันไว้ทุกคนในโฉนดเพื่อความอุ่นใจ แต่ถ้าวันหนึ่งมีทายาทบางคนมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว โดนฟ้องล้มละลาย หรือโดนฟ้องคดีแพ่ง เจ้าหนี้เขาจะมองเห็นชื่อในโฉนดนั้นทันที และเขามีสิทธิส่งบังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงได้เลย ทายาทคนอื่น ๆ ที่เหลือจะต้องพลอยเดือดร้อน วิ่งขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อรักษาสิทธิของตัวเองอย่างยากลำบาก
* **รีบจัดการแบ่งแยกทรัพย์สินให้เรียบร้อย:** หากเป็นที่ดินที่ได้รับมรดกร่วมกันมา สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ "ดำเนินการแบ่งให้เรียบร้อย" หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้อง "แบ่งการครอบครองให้ชัดเจนและเป็นธรรม" ทำรั้วกั้น ทำสัญญาตกลงกันในหมู่พี่น้องให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์สิทธิหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต

เรื่องมรดกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยปละละเลยได้เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ในครอบครัวครับ การทำทุกอย่างให้ถูกต้องและชัดเจนตามกฎหมาย คือการปกป้องคนที่คุณรักที่ดีที่สุด

หากใครกำลังเจออปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเรื่องมรดก หรืออยากวางแผนจัดการทรัพย์สินให้ถูกต้อง สามารถคอมเมนต์พูดคุยหรือทักข้อความมาปรึกษาผมได้เสมอนะครับ

ถ้าชอบบทความกฎหมายเข้าใจง่ายแบบนี้ ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจของผมไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดสาระดี ๆ ในครั้งต่อไป!

ด้วยความปรารถนาดีจากใจ
**ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม**

#ทนายเชียงใหม่ #มรดก #จัดการมรดก #ครอบครองเป็นส่วนสัด #กันส่วนมรดก

การขอประกันตัวผู้ต้องหา: ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักถูกจับกุม?สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน ผม **ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม** ครับในชีวิ...
01/06/2026

การขอประกันตัวผู้ต้องหา: ทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักถูกจับกุม?

สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน ผม **ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม** ครับ

ในชีวิตของคนเรา ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องราวขึ้นโรงขึ้นศาล หรือมีบุคคลในครอบครัวและคนที่เรารักต้องไปตกเป็น "ผู้ต้องหา" ในคดีอาญาหรอกครับ แต่เมื่อเหตุการณ์มันเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การตื่นตระหนก ร้องไห้ หรือฟูมฟาย แต่คือการตั้งสติให้มั่น เพราะในฐานะญาติ คุณคือ "ที่พึ่งเดียว" และเป็นความหวังในการช่วยให้พวกเขาได้รับความอิสระกลับคืนมาชั่วคราว เพื่อออกมาร่วมกันต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม

วันนี้ผมจึงตั้งใจเขียนบทความยาวฉบับนี้ขึ้นมา เพื่อเป็น "คู่มือภาคปฏิบัติ" ที่เข้าใจง่ายที่สุด สำหรับทุกคนที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหานี้ หรืออยากเซฟเก็บไว้เป็นความรู้ครับ ว่าการขอประกันตัวหรือการขอปล่อยตัวชั่วคราวนั้น แท้จริงแล้วต้องเริ่มต้นอย่างไร เตรียมตัวอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไรบ้างที่ญาติ "ต้องรู้" ครับ

📌 ขั้นตอนที่ 1: การเตรียมการและการเช็กข้อมูล (อย่าเพิ่งวิ่งเต้น...ให้โทรหาศาลก่อน!)

เมื่อทราบข่าวว่าผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวไปยังศาล สิ่งแรกที่ญาติส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาดคือ "การตื่นตระหนกแล้ววิ่งหาเงินหรือหาคนช่วยแบบสะเปะสะปะ" ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เสียเวลาและเสียเงินโดยใช่เหตุครับ

**สิ่งที่คุณต้องทำในขั้นตอนแรกคือ:**

1. **ถามข้อหาให้ชัดเจน:** ตรวจสอบจากพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ว่าผู้ต้องหาโดนข้อหาอะไร มาตราไหน และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นอย่างไร
2. **โทรสอบถามศาล (ฝ่ายประชาสัมพันธ์):** ศาลแต่ละแห่งจะมีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คอยให้คำแนะนำอยู่ครับ ให้ญาติโทรศัพท์ไปยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น ๆ แล้วแจ้ง "ข้อหา" ที่ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสอบและแจ้งให้ทราบทันทีว่า *“ในข้อหานี้ ศาลมีเกณฑ์ในการใช้วงเงินหรือหลักทรัพย์ในการประกันตัวเท่าไร”*

การรู้ตัวเลขวงเงินที่แน่นอนก่อน จะช่วยให้ญาติสามารถเตรียมหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นเงินสด, โฉนดที่ดิน, สมุดบัญชีเงินฝาก หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องเตรียมไปขาดหรือไปเกินให้เสียเวลาครับ

📌 ขั้นตอนที่ 2: เทคนิคการเขียนคำร้องขอประกันตัว (อะไรควรเขียน-อะไรห้ามเขียน)

การที่ศาลจะอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันอยู่ที่ "เหตุผลและความจำเป็น" ที่ระบุไว้ในคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย ซึ่งในฐานะทนายความ ผมขอแบ่งปันแนวทางในการเขียนเนื้อหาที่ "ควรใช้" และ "ไม่ควรใช้" เพื่อให้ศาลท่านรับฟังและมีน้ำหนักในการพิจารณา ดังนี้ครับ

📝 **เนื้อหาที่ "ควรใช้" (น้ำหนักและเหตุผลที่ศาลมักรับฟัง)**

* **ความพร้อมในการสู้คดี:** แสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างชัดเจนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอน ไม่มีพฤติการณ์และไม่คิดที่จะหลบหนีอย่างแน่นอน
* **หน้าที่การงานที่มั่นคง:** ระบุอาชีพ ตำแหน่งงาน และรายได้ที่แน่นอนของผู้ต้องหา เพื่อให้ศาลเห็นว่าผู้ต้องหามีหลักแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง มีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมทิ้งอนาคตเพื่อหลบหนีคดีแน่นอน
* **ภาระครอบครัวที่ขาดไม่ได้:** ระบุให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหาเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว มีภาระต้องดูแลบุตรที่ยังเล็ก หรือมีบิดามารดาที่แก่ชราและเจ็บป่วย ซึ่งต้องพึ่งพาผู้ต้องหาเพียงคนเดียว
* **ผลกระทบหากไม่ได้รับการประกัน:** อธิบายถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง เช่น หากต้องติดคุกระหว่างพิจารณาคดี ครอบครัวจะขาดรายได้ทันที หรือคดีอาจเกิดความเสียหายเนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีโอกาสออกไปเสาะแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่
* **ประวัติความประพฤติที่ดี:** หากไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนเลยในชีวิต ควรระบุลงไปด้วยว่าเป็น "การกระทำความผิดครั้งแรก" เพื่อเป็นเหตุผลประกอบความน่าเชื่อถือให้ศาลท่านเห็นใจและเมตตา

🚫 **เนื้อหาที่ "ไม่ควรใช้" (สิ่งที่อาจทำให้ศาลปฏิเสธคำร้องทันที)**

* **การปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงแบบใช้อารมณ์:** อย่าใช้คำร้องขอประกันตัวเป็นพื้นที่ในการด่าทอหรือแก้ต่างคดีในรายละเอียดครับ เพราะการสู้คดีในข้อเท็จจริงว่าผิดหรือไม่ผิดนั้น ศาลท่านจะเอาไว้พิจารณากันในชั้นศาลตอนสืบพยาน ไม่ใช่ในชั้นขอประกันตัว
* **การกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าไม่ผิด:** การเขียนเขียนสั้น ๆ แค่ว่า "ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิด" โดยไม่มีพยานหลักฐานหรือเหตุผลทางกฎหมายที่ชัดเจนสนับสนุน จะทำให้คำร้องดูไม่มีน้ำหนัก
* **การพูดถึงผู้เสียหายในเชิงลบ:** ห้ามเขียนพาดพิง กล่าวโทษ หรือโจมตีผู้เสียหายในลักษณะข่มขู่ ดูหมิ่น หรือโยนความผิดให้ผู้เสียหายเด็ดขาด เพราะศาลอาจมองว่าหากปล่อยตัวไปแล้ว ผู้ต้องหาอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไปข่มขู่ผู้เสียหายได้
* **การกดดันศาล:** หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่แสดงความไม่พอใจ ประชดประชัน ข่มขู่ หรือพยายามกดดันการดุลยพินิจตัดสินใจของศาล เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ออกมาแล้ว ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของผู้ต้องหาอีกด้วยครับ

📌 ขั้นตอนที่ 3: หากศาล "ยกคำร้อง" ไม่ให้ประกันตัว...ต้องทำอย่างไรต่อ?

มีหลายกรณีครับที่ยื่นประกันตัวรอบแรกแล้วศาลมีคำสั่ง "ยกคำร้อง" หรือไม่อนุญาตให้ประกันตัวด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น กลัวจะหลบหนี หรือคดีมีอัตราโทษสูง

ญาติ ๆ อย่าเพิ่งหมดหวังหรือถอดใจไปครับ! หากไม่ได้รับการประกันตัวในครั้งแรก สิ่งที่เราต้องทำคือ **"การเตรียมยื่นคำร้องใหม่"**

การยื่นคำร้องรอบใหม่นี้ไม่ใช่การเขียนคำร้องแบบเดิม ๆ ซ้ำเข้าไปนะครับ แต่เราต้องกลับมาวิเคราะห์ว่า เหตุผลที่ศาลยกคำร้องในครั้งแรกคืออะไร จากนั้นให้เราเขียนคำร้องฉบับใหม่โดย **"โต้แย้งหรืออุดรอยรั่ว"** เหตุผลของศาลในครั้งแรก พร้อมทั้งแนบเหตุผลความจำเป็นใหม่ ๆ และเพิ่ม "หลักประกัน" ให้มีความน่าเชื่อถือและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เช่น เพิ่มวงเงินสด เพิ่มหลักทรัพย์ หรือหาบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานน่าเชื่อถือมาเป็นผู้ค้ำประกันร่วมด้วย เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าเรายอมรับเงื่อนไขและไม่มีเจตนาจะหลบหนีจริง ๆ ครับ

🚨 ข้อควรระวังที่สุด: อย่าหลงเชื่อพวก "นักวิ่งเต้น" แอบอ้าง!

ในสถานการณ์ที่ญาติกำลังเดือดร้อนใจและมืดแปดด้าน มักจะมีกลุ่มมิจฉาชีพหรือ "นักวิ่งเต้น" เข้ามาหาผลประโยชน์ โดยแอบอ้างว่า *“รู้จักกับคนภายใน” “สามารถเคลียร์กับศาลได้”* หรือ *“จ่ายเงินก้อนนี้แล้วจะรับรองว่าได้ประกันตัวแน่นอน”*

ผมในฐานะทนายความขอย้ำเตือนตรงนี้ด้วยความหวังดีเลยครับว่า **"อย่าไปหลงเชื่อเด็ดขาด!"**

กระบวนการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราวของศาลในปัจจุบัน มีความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครสามารถใช้อิทธิพลหรือเงินเส้นสายไปสั่งการหรือซื้อสิทธิ์การประกันตัวได้ คนที่มาแอบอ้างส่วนใหญ่คือมิจฉาชีพที่ซ้ำเติมคนเดือดร้อน พอได้เงินไปแล้วก็มักจะเชิดเงินหนี หรือหากผู้ต้องหาได้ประกันตัวตามกระบวนการปกติอยู่แล้ว พวกนี้ก็จะเนียนตีกินว่าเป็นผลงานของตัวเอง ดังนั้น เงินทุกบาทของท่านควรนำมาใช้เป็น "หลักประกันที่ถูกต้องตามกฎหมาย" ที่ศาลจะดีกว่าครับ เพราะหากคดีสิ้นสุดลง เงินประกันเหล่านี้เราก็ยังได้คืนครบทุกบาททุกสตางค์ครับ

❤️ สิ่งที่ญาติ "ต้องทำ" ทันทีในระหว่างที่ยังไม่ได้ประกันตัว

หากพยายามเต็มที่แล้ว แต่ผู้ต้องหายังคงไม่ได้รับการประกันตัวและต้องถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำ สิ่งที่ญาติควรทำตั้งแต่วันแรก ๆ คือ:

1. **รีบไปตีเยี่ยมตั้งแต่วันแรก ๆ:** การเข้าคุกวันแรกคือช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งครับ พวกเขาจะเกิดความเครียด ความกลัว และความวิตกกังวลอย่างมหาศาล การที่ญาติรีบไปเยี่ยมตั้งแต่วันแรก ๆ จะช่วยประคับประคองจิตใจ ให้กำลังใจ และส่งสัญญาณให้เขารู้ว่า "ครอบครัวไม่ได้ทอดทิ้งเขาไว้ข้างหลัง"
2. **ฝากเงินและซื้อของใช้จำเป็น:** ระบบในเรือนจำมีสวัสดิการให้ระดับหนึ่ง แต่การที่ญาติฝากเงินสดไว้ให้เขาจับจ่ายซื้อของกินที่ถูกสุขลักษณะ ซื้อสบู่ ยาสีฟัน หรือของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น จะช่วยให้การใช้ชีวิตข้างในนั้นไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก
3. **หาทนายความเข้าไปร่วมรับฟังและวางแผนสู้คดี:** ในระหว่างที่ผู้ต้องหาอยู่ข้างใน ญาติควรแต่งตั้งทนายความเข้าไปพบผู้ต้องหาในเรือนจำ เพื่อพูดคุย สอบถามข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และร่วมกันวางแนวทางในการสู้คดีตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะทนายความจะมีสิทธิ์เข้าพบจำเลยเพื่อปรึกษากฎหมายได้อย่างเป็นส่วนตัว ซึ่งจะช่วยให้การเตรียมพยานหลักฐานสำหรับการสู้คดีในนัดต่อ ๆ ไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีครับ

สุดท้ายนี้... การขึ้นโรงขึ้นศาลและการประกันตัวอาจดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและน่ากลัวสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าเราเดินตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีสติ และไม่หลงเชื่อคำลวง ทุกปัญหาก็มีทางออกเสมอครับ

หากท่านใดกำลังประสบปัญหานี้อยู่ หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนการประกันตัวและการสู้คดี สามารถคอมเมนต์พูดคุยหรืออินบ็อกซ์เข้ามาปรึกษาผมได้ตลอดเวลานะครับ ยินดีให้คำแนะนำทุกท่านครับ

ด้วยความปรารถนาดีและเคารพในสิทธิของประชาชนทุกคน
**— ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม —**

#ทนายเชียงใหม่ #การประกันตัว #ปล่อยตัวชั่วคราว #สู้คดีอาญา

"บันทึกการจับกุม" ใบเบิกทางสู่คุก หรือ คาถากันผี? อ่านก่อนเซ็น... ก่อนชีวิตจะเปลี่ยน!สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนเ...
31/05/2026

"บันทึกการจับกุม" ใบเบิกทางสู่คุก หรือ คาถากันผี? อ่านก่อนเซ็น... ก่อนชีวิตจะเปลี่ยน!

สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้อง มิตรรักแฟนเพลง และอาจรวมไปถึง "ผู้ต้องหาฝึกหัด" ทุกท่าน พบกับผม **ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม** วันนี้จะมาเหลาเรื่องซีเรียสให้ฟังกันแบบฮา ๆ กวน ๆ แต่สาระแน่นปึ้ก!

เคยไหมครับ? นั่งกินส้มตำอยู่เพลิน ๆ หรือนอนเกาพุงอยู่บ้าน แล้วมีพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาหา พร้อมยื่นข้อมือให้เราใส่ "กำไลเงินคู่บารมี" (กุญแจมือนั่นแหละ) แล้วบอกว่า *"น้อง... ไปเที่ยวโรงพักกับพี่หน่อย"*

นาทีนั้นบอกเลยว่า สมองเบลอ หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ท่องบทสวดมนต์ผิด ๆ ถูก ๆ สิ่งแรกที่ตำรวจจะทำหลังจากหิ้วเราไปถึงโรงพัก (หรือบางทีก็ทำกันสด ๆ ตรงนั้น) คือการนั่งจิ้มคีย์บอร์ดก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ทำเอกสารชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า **"บันทึกการจับกุม"**

ไอ้กระดาษแผ่นนี้แหละครับพี่น้อง... ที่หลายคนคิดว่ามันก็แค่นามบัตรเจ้าหน้าที่ หรือแค่ใบเสร็จรับเงินธรรมดา เลยเซ็น ๆ ไปให้มันจบ ๆ จะได้ไปนอน... **หยุดก่อน! หยุดความคิดเสี่ยงคุกนั้นเดี๋ยวนี้!** บันทึกการจับกุมเนี่ยแหละคือ "สารตั้งต้น" ของคดีความทั้งหมด มันคือเอกสารที่จะตัดสินว่าคุณจะได้กลับไปนอนกอดเมียที่บ้าน หรือไปนอนนับลูกกรงในมุ้งสายบัว วันนี้ทนายณัฐวุฒิจะมาแบไต๋ แฉทุกเม็ดว่าคุณต้องรู้อะไรบ้างเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง!

1. บันทึกการจับกุม คืออะไร? (ทำไมต้องสน... ไม่สนได้ไหม?)

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ บันทึกการจับกุมก็คือ **"ไดอารี่"** ของตำรวจนั่นแหละครับ แต่มันไม่ใช่ไดอารี่สีชมพูเขียนเพ้อเจ้อถึงรักแรกนะ มันคือบันทึกที่เขียนบอกศาลว่า

* พวกผมไปจับใคร? (ชื่อคุณ)
* จับที่ไหน? เมื่อไหร่?
* จับเพราะอะไร? (ข้อหาอะไร)
* พฤติการณ์ตอนจับเป็นยังไง? (เช่น วิ่งหนี, ยอมให้จับแต่โดยดี หรือต่อสู้ขัดขวาง)
* และที่สำคัญ... **ยึดอะไรได้บ้าง?

ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) เอกสารชิ้นนี้สำคัญมาก เพราะมันจะเป็นหลักฐานชิ้นแรก ๆ ที่อัยการและศาลจะใช้ดูว่า ตำรวจจับคุณมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไหม และคุณได้ทำผิดจริงตามที่เขาเขียนหรือเปล่า ถ้าคุณเซ็นชื่อรับรองไปโดยไม่อ่าน ก็เท่ากับคุณยอมรับ "นิยาย" ทุกบรรทัดที่เขาเขียนขึ้นมานั่นเอง!

2. ลิสต์ที่ต้องเช็กให้ชัวร์... ตาดีได้ ตาร้ายไปเรือนจำ!

เวลาตำรวจยื่นบันทึกการจับกุมมาให้ส่อง สิ่งที่คุณต้องเบิกเนตรดูให้ชัดยิ่งกว่าหวยงวดถัดไป มีอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ ครับ:

🔎 รายการ "ของกลาง" (มีงอก มีผุด หรือมีหายไหม?)

อันนี้ไฮไลต์สีสะท้อนแสงไว้เลยครับ! ในบันทึกต้องระบุว่ายึดอะไรไปบ้าง สมมุติคุณโดนจับข้อหา... เอ่อ... มี "แป้งแปรรูป" ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ในบันทึกบอกว่ายึดได้ 2 เม็ด แต่ในความเป็นจริงคุณมีแค่เม็ดเดียว (หรือไม่มีเลย!) หรือในทางกลับกัน คุณมีทองใส่มา 5 บาท ตอนโดนจับยึดไปหมด แต่ในบันทึกเขียนว่ายึดทองได้แค่ 1 บาท... อ้าว! อีก 4 บาทไปอยู่ในคอใคร?

**คาถาประจำใจ:** ของกลางต้องตรงปก! จำนวนต้องเป๊ะ! สี ขนาด น้ำหนัก ต้องเขียนให้ละเอียด ถ้าไม่ตรง... ห้ามปล่อยผ่าน!

👮‍♂️ "ชื่อและหน้าตา" ของตำรวจที่มาจับ

ในบันทึกการจับกุมจะมีการลงชื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไว้เป็นพรวน เช็กดูด้วยครับว่า พี่คนเสื้อยืดลายดอกที่มาล็อกคอคุณน่ะ มีชื่ออยู่ในนี้ไหม? หรือพวกที่นั่งกระดิกเท้ากินกาแฟอยู่ที่โรงพักไม่ได้ไปจับด้วย แต่ดันมีชื่อเป็นผู้จับกุมซะงั้น? ตรวจสอบให้ดี เพราะคนพวกนี้แหละที่ต้องไปขึ้นศาลเพื่อยันกับเราในอนาคต

3. สิทธิตามกฎหมาย: "พี่ครับ... ขอสำเนาให้ผมแผ่นนึง!"

จำไว้ใส่สมองอันชาญฉลาดของเราเลยนะครับ **"ตามกฎหมาย ผู้ต้องหาต้องได้รับสำเนาบันทึกการจับกุมเก็บไว้กับตัว 1 ชุดเสมอ!"

นี่ไม่ใช่การร้องขอความเห็นใจ ไม่ใช่การขอความเมตตา แต่มันคือ **"สิทธิ"** ที่กฎหมายประทานมาให้ ถ้าตำรวจทำเนียนยื่นปากกาให้เซ็นแล้วบอกว่า *"เดี๋ยวพี่เก็บไว้เอง น้องไม่ต้องเอาไปหรอก"* ให้สวนกลับไปแบบสุภาพแต่ดุดันทันทีว่า *"ทนายณัฐวุฒิบอกว่าผมต้องได้สำเนาครับพี่!"*

ทำไมต้องเอามา? ก็เอาไว้ให้ทนายความของคุณดูไงครับว่าตำรวจเขาเขียนกล่าวหาคุณว่ายังไง จะได้วางแผนต่อสู้คดีได้ถูกช่อง ไม่ใช่ไปนั่งเดาในศาล

4. "ข้อความไม่ตรง... อย่าเซ็นเด็ดขาด!" กฎเหล็กเอาตัวรอด

มาถึงจุดพีคที่สุดของเรื่องนี้แล้วครับ หลายคนกลัวตำรวจ หน้าถอดสี พอตำรวจบอก *"เซ็น ๆ ไปเหอะน่า จะได้รีบประกันตัว"* ก็ยอมเซ็นชื่อแกรก ๆ ไป... โถ... พ่อคุณเอ๊ย! ถ้ารายละเอียดในบันทึกนั้นมันไม่ตรงกับความเป็นจริง เช่น:

* คุณไม่ได้สารภาพ แต่ในบันทึกเขียนว่า *"ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา"*
* คุณถูกซ้อม ถูกขู่ให้รับสารภาพ แต่ในบันทึกเขียนว่า *"การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่ได้บังคับขู่เข็ญหรือทำร้ายร่างกายใด ๆ"*
* ข้อหาแรงเกินจริง

ถ้าเจอแบบนี้ **"ห้ามเซ็นเด็ดขาด!"** (เน้นเสียงเข้ม ๆ)

การไม่เซ็นชื่อไม่ได้แปลว่าเรากวนโอ๊ยหรือต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานนะครับ แต่มันคือการแสดงจุดยืนว่า **"กูไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณเขียน!"** กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้ต้องหาต้องเซ็นชื่อในบันทึกการจับกุมเสมอไป ถ้าไม่ถูกต้อง เรามีสิทธิโต้แย้งและปฏิเสธการลงลายมือชื่อได้ครับ!

5. แล้วถ้าตำรวจบังคับล่ะ? ฮาวทูแก้เกมสไตล์ทนายณัฐวุฒิ

ถ้าเราบอกไม่เซ็น แล้วพี่ ๆ ตำรวจเริ่มหน้าตึง เริ่มใช้เสียงข่มขู่ หรือไม่ยอมให้สำเนาเราล่ะ? ไม่ต้องตกใจไปครับ ให้ทำตามแผน 1-2-3 ดังนี้:

1. **แจ้งญาติหรือทนายความด่วน ๆ:** โทรศัพท์คืออาวุธ รีบกริ๊งกร๊างหาญาติหรือทนายความ (เช่น ผม) ให้รับรู้สถานการณ์ด่วนว่าตอนนี้โดนจับอยู่ที่ไหน และกำลังมีปัญหากับบันทึกการจับกุม
2. **รีบไป "ลงบันทึกประจำวัน" แก้เกม:** ทันทีที่มีโอกาส (หรือให้ญาติ/ทนายความไปดำเนินการแทน หรือทำตอนที่ส่งตัวพนักงานสอบสวน) ให้รีบแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานทันที!

เขียนระบุลงไปเลยว่า:** *"เหตุที่ข้าพเจ้าไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมฉบับลงวันที่... เนื่องจากข้อความในบันทึกดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริงในเรื่อง... (เล่าไป เช่น ถูกทำร้าย, ของกลางไม่ตรง) และเจ้าพนักงานจับกุมไม่ยอมมอบสำเนาบันทึกการจับกุมให้แก่ข้าพเจ้า"*

การลงบันทึกประจำวันโต้แย้งไว้แบบนี้ คือ **"โล่กำบังชั้นดี"** ที่จะช่วยเซฟชีวิตคุณในชั้นศาล เพราะมันจะพิสูจน์ว่าคุณได้โต้แย้งความไม่ถูกต้องนี้มาตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพิ่งมาคิดกุเรื่องโกหกในศาลตอนหลัง ศาลท่านจะรับฟังเรามากขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์!

สรุปจำให้ขึ้นใจ (สไตล์ทนายณัฐวุฒิ)

เป็นผู้ต้องหา... ไม่ได้แปลว่าต้องเป็น "ลูกไก่ในกำมือ" ของใครเสมอไปครับ สิทธิของเรา กฎหมายเขียนไว้เพื่อปกป้องเรา ถ้าเราไม่รักษาสิทธิของตัวเอง แล้วใครจะมารักษาให้?

ก่อนจากกันวันนี้ ทนายณัฐวุฒิขอสรุป **"3 คาถารอดคุก"** ให้ท่องจำกันไว้:

1. **อ่านให้ละเอียด:** ของกลางครบไหม? ชื่อตำรวจตรงไหม? เขียนเกินจริงหรือเปล่า?
2. **ไม่ตรงห้ามเซ็น:** ใครจะขู่ยังไง ใจต้องนิ่ง ไม่ตรงคือไม่เซ็น!
3. **ขอสำเนาและแจ้งทนาย:** สิทธิของเราต้องทวงถาม และรีบหาคนช่วยด่วน ๆ

เรื่องกฎหมายมันไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิดหรอกครับ แค่เราต้องรู้ทัน... รู้จักกวนให้ถูกที่ และรักษาสิทธิให้ถูกทาง สำหรับวันนี้ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม ขอตัวไปเตรียมสู้คดีให้ลูกความก่อน แล้วเจอกันใหม่โพสหน้า... อ้อ! ใครมีคำถาม หรือกำลังโดน "บันทึกการจับกุม" เล่นงานอยู่ คอมเมนต์ระบายไว้ใต้โพสนี้ได้เลย เดี๋ยวทนายมาตอบให้จ้า! รักนะทุกคน... แต่อย่าเจอกันที่โรงพักเลยนะ! 😂

#ทนายเชียงใหม่ #บันทึกการจับกุม #สิทธิผู้ต้องหา #ปกป้องสิทธิมนุษยชน

โดนจับแล้วตำรวจยึดของกลางไป ไม่เกี่ยวกับการทำผิด จะขอคืนอย่างไร? สิทธิที่คนโดนคดีต้องรู้สวัสดีครับทุกท่าน ผม ทนายณัฐวุฒิ...
30/05/2026

โดนจับแล้วตำรวจยึดของกลางไป ไม่เกี่ยวกับการทำผิด จะขอคืนอย่างไร? สิทธิที่คนโดนคดีต้องรู้

สวัสดีครับทุกท่าน ผม ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม วันนี้ผมอยากจะมาพูดถึงเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงมักจะตกใจจนทำอะไรไม่ถูก นั่นคือเรื่องของการถูกจับกุมและการถูกยึดสิ่งของไปเป็นของกลางในคดีอาญา

เวลาที่เราหรือคนใกล้ชิดเข้าไปพัวพันกับคดีความ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้อง สิ่งหนึ่งที่เจ้าพนักงานตำรวจมักจะทำควบคู่ไปกับการควบคุมตัวก็คือ การยึดทรัพย์สินหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่อยู่ในตัวเรา หรือในสถานที่เกิดเหตุไป โดยอ้างว่าเป็นของกลางเพื่อใช้ในการสอบสวนคดี สิ่งของเหล่านั้นมีตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สมุดบัญชีธนาคาร หรือแม้กระทั่งเอกสารส่วนตัวต่าง ๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งของบางอย่างมีความจำเป็นอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา เช่น โทรศัพท์มือถือที่เราต้องใช้ติดต่อสื่อสาร ทำงาน หรือทำธุรกรรมทางการเงิน แต่กลับถูกยึดไปยาวนานหลายเดือน บางครั้งยึดไปทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับการกระทำความผิดเลยด้วยซ้ำ

คำถามคือ เมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เรามีสิทธิอย่างไร และต้องทำอย่างไรเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟังในภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้ทุกคนรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองครับ

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตามหลักกฎหมายแล้ว ของกลางในคดีอาญาที่ตำรวจมีอำนาจยึดไว้และศาลอาจสั่งริบให้ตกเป็นของแผ่นดินได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขหลัก ๆ คือ เป็นทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด เช่น ยาเสพติด อาวุธเถื่อน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด เช่น ปืนที่ใช้ยิง รถที่ใช้ขนของเถื่อน หรือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิด เช่น เงินที่ได้จากการขายยาเสพติด หรือทรัพย์สินที่ไปลักขโมยเขามา

แต่ในความเป็นจริง สิ่งของหลายอย่างที่ตำรวจยึดไปนั้น ไม่ได้เข้าข่ายสามข้อนี้เลย เช่น คุณอาจจะถูกจับในข้อหาหนึ่ง แต่โทรศัพท์มือถือที่คุณพกติดตัวอยู่ ไม่ได้ถูกใช้ในการวางแผน ไม่ได้ใช้ติดต่อทำความผิด และไม่ใช่ของผิดกฎหมาย แต่มันกลับถูกกวาดรวมยึดไปด้วย สิ่งนี้แหละครับคือจุดที่เราต้องลุกขึ้นมาใช้สิทธิปกป้องทรัพย์สินของเรา

ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดและเป็นหน้าที่พื้นฐานที่เราต้องทำในทันทีเมื่อถูกจับกุมและมีการยึดของคือ การขอสำเนาเอกสารสำคัญสองฉบับ ได้แก่ บันทึกการจับกุม และ บัญชีทรัพย์สินที่ถูกยึดหรือที่เรียกว่าบัญชีของกลาง

เมื่อมีการจับกุมและยึดทรัพย์สิน เจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ต้องจัดทำบันทึกการจับกุมและระบุรายละเอียดของทรัพย์สินทุกชิ้นที่ยึดไปอย่างละเอียดลงในบัญชีของกลาง สิ่งที่เราต้องทำคือ อ่านข้อความในบันทึกนั้นอย่างถี่ถ้วน ดูว่าทรัพย์สินของเราที่ถูกเอาไปนั้น มีการเขียนระบุไว้ครบถ้วนหรือไม่ มียี่ห้อ สี หมายเลขเครื่อง หรือสภาพเป็นอย่างไร ระบุไว้ตรงกับความเป็นจริงไหม และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องขอสำเนาเอกสารเหล่านี้เก็บไว้กับตัวทันที ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด เพราะเอกสารนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าตำรวจนำอะไรของเราไปบ้าง ป้องกันการสูญหาย หรือการปฏิเสธในภายหลังว่าไม่ได้ยึดไป

หลังจากที่เราได้สำเนาบันทึกการจับกุมและบัญชีของกลางมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินว่า ทรัพย์สินชิ้นไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และเรามีความจำเป็นต้องนำกลับมาใช้งาน เช่น โทรศัพท์มือถือที่ต้องใช้ทำงาน หรือรถยนต์ที่ต้องใช้ทำมาหากิน เมื่อมั่นใจว่าทรัพย์สินนั้นไม่ใช่สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด ไม่ได้ใช้ในการกระทำความผิด และไม่ได้ได้มาจากการกระทำความผิด เรามีสิทธิตามกฎหมายที่จะยื่นคำร้องขอคืนของกลางชิ้นนั้นต่อพนักงานสอบสวนได้ทันทีในระหว่างการสอบสวน

การยื่นคำร้องขอคืนของกลางทำอย่างไร? ให้เราเขียนคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี โดยระบุรายละเอียดว่าเราเป็นเจ้าของทรัพย์สินชิ้นนั้น อ้างอิงตามบัญชีของกลางลำดับที่เท่าใด และให้เหตุผลความจำเป็นอย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับคดีความที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ทำความผิด และเรามีความเดือดร้อนอย่างมาก มีความจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อการทำมาหากินหรือการสื่อสารอย่างไร พร้อมทั้งแนบหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น ใบเสร็จการซื้อ เอกสารทะเบียนรถ หรือกล่องบรรจุภัณฑ์ที่มีหมายเลขตรงกันไปด้วย

เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องแล้ว จะมีหน้าที่พิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นยังมีความจำเป็นต้องเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลหรือไม่ หากเห็นว่าคดีสามารถพิสูจน์ได้โดยวิธีอื่น หรือได้ทำการตรวจพิสูจน์เก็บข้อมูลจากทรัพย์สินนั้นเสร็จสิ้นแล้ว เช่น ได้ดึงข้อมูลแชทหรือข้อมูลที่จำเป็นจากโทรศัพท์มือถือออกไปหมดแล้ว และทรัพย์สินนั้นไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ต้องถูกริบตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจที่จะสั่งคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่เราชั่วคราว หรือคืนให้เด็ดขาดได้ โดยอาจจะมีการให้ทำสัญญาประกันไว้ว่าจะนำมาส่งมอบต่อศาลหากมีความจำเป็นต้องใช้ในภายหลัง

แต่ถ้าหากพนักงานสอบสวนไม่อนุญาต หรือนิ่งเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เราก็ยังมีสิทธิขยับขั้นต่อไป โดยยื่นคำร้องต่อศาล หรือ ยื่นคำร้องต่อพนักงานอัยการเมื่อสำนวนคดีถูกส่งไปยังชั้นอัยการ หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นคือถ้ารายการทรัพย์สินดังกล่าวถูกโยงเข้าสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล และอัยการมีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินชิ้นนั้น เราในฐานะเจ้าของแท้จริงที่ไม่รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิด ก็มีสิทธิยื่นคำร้องขอความคุ้มครองประโยชน์ หรือยื่นคำร้องขอคืนของกลางต่อศาลได้เช่นกัน โดยต้องยื่นก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาเด็ดขาด เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าเราเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ได้ถูกใช้ในการทำความผิดแต่อย่างใด

สิ่งที่ผมอยากจะเน้นย้ำและฝากเตือนทุกท่านไว้เป็นอุทาหรณ์คือ อย่าเซ็นชื่อในเอกสารใด ๆ โดยเด็ดขาดหากยังไม่ได้อ่านและทำความเข้าใจอย่างละเอียด บ่อยครั้งที่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุม ด้วยความตกใจหรือความกลัว มักจะรีบเซ็นชื่อในใบ บันทึกการจับกุม หรือใบนำส่งของกลาง โดยที่ตำรวจอาจจะเขียนบรรยายมัดตัวไปแล้วว่า ทรัพย์สินชิ้นนั้นชิ้นนี้เป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือเซ็นยอมรับโดยไม่รู้ว่าในบัญชีของกลางระบุทรัพย์สินของเราไว้ไม่ครบถ้วน การเซ็นชื่อลงไปโดยไม่อ่าน จะทำให้เราเสียสิทธิและต่อสู้คดีเพื่อเอาของคืนได้ยากมากในอนาคต เพราะในทางกฎหมายจะถือว่าเราได้ยอมรับข้อเท็จจริงตามที่บันทึกไว้ในเอกสารนั้นไปแล้ว

ดังนั้น สิทธิของเราเริ่มตั้งแต่ในห้องสืบสวนหรือในสถานีตำรวจ ทันทีที่ถูกยึดของ ต้องทวงถามหา บันทึกการจับกุม และ บัญชีของกลาง ตรวจดูให้ครบถ้วน ขอคัดสำเนา ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน และรีบปรึกษาผู้รู้กฎหมายเพื่อทำเรื่องขอคืนโดยเร็วที่สุด ทรัพย์สินส่วนตัวที่ได้มาโดยสุจริตและไม่เกี่ยวข้องกับการทำความผิด ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเราที่จะได้รับคืน การนิ่งเฉยหรือปล่อยเลยตามเลยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก อาจทำให้คุณต้องสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่า หรือเครื่องมือทำมาหากินไปอย่างถาวรโดยไม่จำเป็น

จำไว้นะครับ กฎหมายมีไว้เพื่อคุ้มครองผู้สุจริต และการรู้สิทธิของตัวเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม หากวันใดที่คุณหรือคนรอบข้างประสบปัญหานี้ จงตั้งสติให้ดี ทำตามขั้นตอนที่ผมแนะนำ และใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่ครับ ด้วยความห่วงใยจากใจ ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม

#ทนายเชียงใหม่ #ของกลาง #ยึดของกลาง #ขอคืนของกลาง

⚖️ยื่น "หนังสือขอความเป็นธรรม" ต่ออัยการอย่างไรให้รอด? ประโยชน์ ข้อพึ่งระวัง และทำไมต้องใช้ทนายสวัสดีครับผม ทนายณัฐวุฒิ ...
29/05/2026

⚖️ยื่น "หนังสือขอความเป็นธรรม" ต่ออัยการอย่างไรให้รอด? ประโยชน์ ข้อพึ่งระวัง และทำไมต้องใช้ทนาย
สวัสดีครับผม ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม ครับ... หลายคนเวลาตกเป็น "ผู้ต้องหา" ในคดีอาญา เมื่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการแล้ว มักจะเกิดความวิตกกังวลว่าเราจะต่อสู้คดีอย่างไรดี? นอกจากการไปนั่งรอฟังคำสั่งฟ้องในชั้นศาลแล้ว รู้ไหมครับว่ากฎหมายและระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดเปิดช่องให้เราสามารถยื่น "หนังสือร้องขอความเป็นธรรม" ได้ ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งไม้เด็ดในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ครับ
วันนี้ผมจะสรุป "ประโยชน์ ข้อพึ่งระวัง" และ "เหตุผลที่หนังสือนี้น่าจะให้ทนายความทำ" แบบเข้าใจง่าย ๆ มาฝากครับ
🎯 ประโยชน์ของการทำหนังสือขอความเป็นธรรม
1. โอกาสที่อัยการจะ "สั่งไม่ฟ้อง": หากข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานของเราแน่นพอ อัยการอาจเห็นว่าคดีไม่มีมูลพอที่จะส่งฟ้องศาล ทำให้เราหลุดพ้นจากคดีได้ตั้งแต่ชั้นนี้โดยไม่ต้องไปเสียเวลา เสียเงินทองสู้คดีในศาลให้เหนื่อยใจครับ
2. ขอให้อัยการ "สั่งสอบสวนเพิ่มเติม": บางครั้งตำรวจอาจจะเก็บพยานหลักฐานไม่ครบ หรือฟังความข้างเดียว การยื่นหนังสือนี้จะช่วยให้อัยการสั่งให้ตำรวจไปสอบปากคำพยานเพิ่ม หรือหาหลักฐานชิ้นสำคัญที่เราเสนอเข้าไป ซึ่งช่วยเปลี่ยนทิศทางของคดีได้เลย
3. มีเวลาตั้งหลัก: การร้องขอความเป็นธรรมจะทำให้พนักงานอัยการต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและพิจารณาประเด็นเพิ่มเติม (ไม่ได้สั่งฟ้องทันทีในวันนัด) ทำให้เรามีเวลาเตรียมตัวและปรึกษาแนวทางสู้คดีได้รอบคอบขึ้น

⚠️ ข้อพึ่งระวังที่ต้องระวังให้ดี!
1. ระเบียบอัพเดตใหม่ (เข้มงวดขึ้น): ปัจจุบันมีระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดที่กำหนดให้ "ผู้ต้องหาต้องมาแสดงตนต่อพนักงานอัยการ" ในขณะยื่นคำร้องด้วยตนเอง (เว้นแต่มีเหตุจำเป็นจริง ๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้ยื่นเรื่องเพื่อประวิงเวลาหรือหลบหนี
2. ห้ามยื่นข้อเท็จจริงซ้ำซาก: หากระบุเรื่องเดิม ๆ ที่มีอยู่ในสำนวนการสอบสวนของตำรวจอยู่แล้ว หรือเป็นการโต้แย้งลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อัยการมักจะสั่ง "ยุติเรื่อง" ทันที ทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
3. ระวังคำให้การมัดตัวเอง: การเขียนอธิบายข้อเท็จจริงเองโดยไม่รู้ข้อกฎหมายอย่างลึกซึ้ง อาจกลายเป็นการ "รับสารภาพ" หรือเผยจุดอ่อนให้อีกฝ่ายเอาไปใช้ในชั้นศาลได้
ปล. อ้างอิงเทคนิคและแนวปฏิบัติตามระเบียบอัยการจากแนวคิดของ สำนักงานกฎหมายศรีสังข์ (Srisungadvocate) ที่สรุปข้อกฎหมายชั้นอัยการไว้อย่างน่าสนใจครับ
💡 ทำไมหนังสือนั้นควรทำโดย "ทนายความ"?
การเขียนคำร้องขอความเป็นธรรมไม่ใช่แค่การเขียนจดหมายเล่าความในใจหรือระบายความอัดอั้นครับ แต่มันคือ "เอกสารทางกฎหมาย" ที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง:
• ทนายความจะรู้ว่า "ประเด็นไหนคือจุดตายของคดี" และควรชูประเด็นไหนให้อัยการเห็นคล้อยตาม
• ทนายความสามารถเรียบเรียงข้อเท็จจริงให้สอดรับกับข้อกฎหมาย นำสืบพยานหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เขียนโต้แย้งลอย ๆ
• ป้องกันความผิดพลาดในเนื้อหาที่จะส่งผลเสียต่อการสู้คดีในชั้นศาลในอนาคต
เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียจัด... คดีอาญามีโทษถึงขั้นจำคุก การลงทุนให้ทนายความช่วยกลั่นกรองและร่างหนังสือขอความเป็นธรรมอย่างถูกต้องตามระเบียบอัยการล่าสุด จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของตัวคุณเองครับ
หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังเผชิญหน้ากับคดีความ อย่าเพิ่งหมดหวังครับ ทนายณัฐวุฒิ พร้อมให้คำปรึกษาและเคียงข้างคุณเสมอครับ ⚖️
#ทนายเชียงใหม่ #หนังสือขอความเป็นธรรม

📌 ตกเป็นผู้ต้องหา? 4 สิ่งที่ต้องทำทันที เพื่อเปลี่ยนเกมคดีในชั้นตำรวจ!สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ แฟนเพจทุกท่าน ผม...
28/05/2026

📌 ตกเป็นผู้ต้องหา? 4 สิ่งที่ต้องทำทันที เพื่อเปลี่ยนเกมคดีในชั้นตำรวจ!

สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนๆ แฟนเพจทุกท่าน ผม **ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม** ครับ

มีเรื่องด่วนเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะมาแชร์ และเตือนสติทุกคน เพราะวันดีคืนดี เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณหรือคนที่คุณรักแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคือ **"การตกเป็นผู้ต้องหาในชั้นพนักงานสอบสวน"** หรือการได้รับหมายเรียกจากตำรวจให้ไปรับทราบข้อกล่าวหานั่นเองครับ

คนส่วนใหญ่พอเห็นหมายเรียก หรือรู้ว่าตัวเองกำลังจะตกเป็นผู้ต้องหา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ **"ความกลัว"** และ **"ความตระหนก"** พอตื่นตระหนกแล้วทำยังไงต่อครับ? หลายคนเลือกที่จะเดินดุ่มๆ เข้าไปหาตำรวจคนเดียว เพราะคิดว่า *“เราบริสุทธิ์ใจ มีอะไรก็แค่ไปเล่าความจริงให้ตำรวจฟัง เดี๋ยวตำรวจก็เข้าใจเอง”*

⚠️ **ผมขอเตือนด้วยความหวังดีเลยครับว่า: "ความคิดแบบนี้ อันตรายที่สุด!"**

ในโลกของกฎหมาย ความจริงในใจเรา กับ "ความจริงในสำนวนการสอบสวน" บางทีมันเป็นคนละเรื่องกันเลยครับ วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์แนวทางและกลยุทธ์สำคัญที่ผู้ต้องหาทุกคนควรทำ เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง และทำให้ศาลเห็นความบริสุทธิ์ของเราตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ

# # # 1. ทำไมต้องมี "ทนายความ" ไปด้วยตั้งแต่แรก?

กฎหมายเปิดโอกาสให้เรามีสิทธิ์พบและปรึกษาทนายความได้ตั้งแต่ชั้นเริ่มแรกครับ ไม่ใช่รอให้ถึงชั้นศาลแล้วค่อยหาทนาย การมีทนายความขนาบข้างเข้าไปพบพนักงานสอบสวน มีข้อดีที่ช่วยเซฟชีวิตคุณได้มหาศาล ดังนี้ครับ:

* **ป้องกันการถูกกดดันหรือชี้นำ:** บรรยากาศในห้องสอบสวนมันมีความกดดันสูงมากครับ บางครั้งคำถามของเจ้าหน้าที่อาจมีลักษณะเป็นคำถามลวง หรือคำถามชี้นำ หากเราไม่มีความรู้กฎหมาย เราอาจจะหลุดปากตอบในสิ่งที่เป็นผลร้ายกับตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว
* **ช่วยแปลภาษาจำเลยให้เป็นภาษากฎหมาย:** บางทีสิ่งที่เราพูดไป ตำรวจอาจจะสรุปความและบันทึกถ้อยคำลงในเอกสาร (คำให้การ) อีกแบบหนึ่ง ซึ่งคำบางคำในทางกฎหมายมันเปลี่ยนจาก "รอด" เป็น "ร่วง" ได้เลย การมีทนายความอยู่ด้วย ทนายจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบันทึกทุกบรรทัดก่อนที่คุณจะลงลายมือชื่อครับ

# # # 2. เทคนิคสำคัญ: "ทำคำให้การเป็นหนังสือ" ดีกว่าพูดปากเปล่าอย่างไร?

เวลาตำรวจถาม คำถามจะมาเป็นชุดๆ ครับ ยิงคำถามรัวๆ บางทีเรื่องเกิดขึ้นเป็นเดือน เป็นปี ใครจะไปจำรายละเอียดได้แม่นยำขนาดนั้น? พอจำสับสน พูดจาวกไปวนมา หรือข้อมูลขัดกันเอง ตำรวจเขาจะมองว่าเรา "มีพิรุธ" ทันที

**💡 วิธีการแก้เกมที่ดีที่สุดคือ: การทำคำให้การเป็นหนังสือชี้แจงครับ**

หมายความว่า ในวันแรกที่ไปพบตำรวจ เราอาจจะขอปฏิเสธข้อกล่าวหาก่อน หรือให้การเบื้องต้นไว้ แล้วแจ้งความประสงค์ว่า *“ขอจัดทำคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรมายื่นต่อพนักงานสอบสวนภายใน 15 วัน หรือ 30 วัน”*

**ทำไมวิธีนี้ถึงเวิร์กและช่วยคุณได้มาก?**

1. **มีเวลาตั้งสติและทบทวน:** คุณจะได้กลับมาบ้าน มานั่งคุยกับทนายความ ค่อยๆ ไล่เรียงไทม์ไลน์ (Timeline) เหตุการณ์อย่างละเอียด ตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน แชทไลน์ หรือรูปภาพต่างๆ
2. **ชี้แจงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ:** การเขียนลงกระดาษทำให้เราสามารถขัดเกลาถ้อยคำให้รัดกุม ชัดเจน และตรงประเด็นที่สุด ไม่ตกหล่นเรื่องสำคัญ
3. **ช่วยให้เราจดจำได้:** หนังสือคำให้การฉบับนี้จะเป็น "คัมภีร์" ประจำตัวของคุณ เมื่อคดีไปถึงชั้นศาลในอีกหลายเดือนหรือเป็นปีข้างหน้า คุณสามารถหยิบหนังสือฉบับนี้มาอ่านเพื่อทบทวนความทรงจำ ทำให้เวลาไปเบิกความต่อหน้าผู้พิพากษา คำให้การของคุณจะไม่แกว่ง ไม่ขัดแย้งกับที่เคยให้การไว้กับตำรวจ ซึ่งจุดนี้สำคัญต่อความน่าเชื่อถือมากๆ ครับ

# # # 3. เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติม ต้องตั้งรับอย่างไร?

ในหลายคดี พนักงานสอบสวนอาจจะเรียกเราไป "สอบคำให้การเพิ่มเติม" อีกรอบ ซึ่งถ้าเจอสถานการณ์นี้ ผมแนะนำให้ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายผ่านทนายความดังนี้ครับ:

* **ให้ทนายสอบถามประเด็นล่วงหน้า:** ให้ทนายความประสานงานถามพนักงานสอบสวนเลยครับว่า ที่จะเรียกไปสอบเพิ่มเติมนั้น คือจะสอบในประเด็นไหน เรื่องอะไร
* **ทำเป็นหนังสือชี้แจงอีกครั้ง:** เมื่อรู้ประเด็นแล้ว แทนที่จะไปนั่งนึกคำตอบสดๆ ในห้องสอบสวน ให้เราทำเป็น "หนังสือชี้แจงเพิ่มเติม" ในประเด็นนั้นๆ ไปยื่นเลยครับ วิธีนี้จะบล็อกไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการตอบคำถามได้เป็นอย่างดี

# # # 4. อย่ารอพึ่งตำรวจฝ่ายเดียว: ต้องยื่นหนังสือขอให้สอบพยานบุคคลอื่นๆ เพิ่มเติม

จำไว้นะครับว่า พนักงานสอบสวนเขามีคดีในมือเป็นร้อยๆ คดี เขาอาจไม่มีเวลามานั่งสืบหาพยานที่ช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้คุณหรอกครับ หน้าที่นั้นเป็นของเราและทนายความ

หากมีพยานบุคคล เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อนบ้าน หรือใครก็ตามที่เห็นเหตุการณ์ และรู้เห็นว่าเราไม่ได้ทำผิด หรือมีเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญที่อยู่กับบุคคลภายนอก...

📝 **ให้เราทำ "คำร้องขอความเป็นธรรมเพื่อขอให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนพยานบุคคลหรือรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม" ทันทีครับ**

การยื่นหนังสือตัวนี้เป็นการบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องบันทึกพยานฝั่งเราเข้าสู่สำนวนการสอบสวน หากตำรวจไม่ยอมสอบให้ ทั้งที่มีการร้องขออย่างถูกต้อง ทนายความสามารถใช้จุดนี้ในการต่อสู้เรื่องกระบวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้อีกด้วยครับ

# # # 🎯 บทสรุป: ชั้นสอบสวนคือรากฐานของการสู้คดีในชั้นศาล

พ่อแม่พี่น้องครับ สำหรับคนที่ไม่ได้ทำความผิด หรือคนที่เราเลือกที่จะ **"ไม่รับสารภาพ"** (เพราะเรามั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ หรือสัดส่วนความรับผิดชอบมันไม่ใช่แบบที่เขาแจ้งข้อหา) ขั้นตอนการสอบสวนของตำรวจนี่แหละครับ คือ **"หัวใจหลักที่จะกำหนดทิศทางของคดี"**

ถ้าเราวางหมากในชั้นตำรวจไว้ดี:

* มีทนายความคอยกำกับ
* มีหนังสือคำให้การที่แน่นหนา รัดกุม
* มีการร้องขอให้สอบพยานฝั่งเราไว้อย่างครบถ้วน

ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ มันจะถูกมัดรวมอยู่ในสำนวนการสอบสวน และส่งต่อไปยังอัยการ จนถึงมือผู้พิพากษาในชั้นศาลครับ

เมื่อคดีไปถึงศาล ผู้พิพากษาท่านจะเปิดดูสำนวน และท่านจะเห็นทันทีว่า **"อ๋อ... ผู้ต้องหาคนนี้เขาปฏิเสธและสู้ในประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้นในชั้นตำรวจเลยนี่นา แถมยังมีพยานหลักฐานอ้างอิงไว้ชัดเจน ไม่ใช่เพิ่งมาคิดข้อต่อสู้เมคขึ้นมาเองในชั้นศาล"**

สิ่งนี้จะทำให้ศาลมองเห็นประเด็นและแนวทางการต่อสู้ของเราอย่างชัดเจน และที่สำคัญที่สุด มันจะทำให้น้ำหนักคำให้การของเรามีพลัง น่าเชื่อถือ และทำให้ศาลมองเห็นถึง **"ความบริสุทธิ์"** ของเราได้อย่างแท้จริงครับ

อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้เราเสียเปรียบทางคดี จำไว้ว่าสิทธิ์ในการมีทนายความและสิทธิ์ในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ คือเกราะกำบังที่ดีที่สุดของคุณครับ

ด้วยความห่วงใยจากใจ
**ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม**

#ทนายเชียงใหม่ #สู้คดี #ผู้ต้องหา #ชั้นพนักงานสอบสวน #ทนายความ

*หากเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ ฝากกดไลก์ กดแชร์ ส่งต่อให้เพื่อนๆ หรือคนที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ด้วยนะครับ หรือหากใครมีข้อสงสัย คอมเมนต์พูดคุยกันไว้ได้เลยครับ*

ที่อยู่

Chiang Mai
50100

เบอร์โทรศัพท์

+66819809476

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ณัฐวุฒิ คำธรรม ทนายความเชียงใหม่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ณัฐวุฒิ คำธรรม ทนายความเชียงใหม่:

แชร์