02/06/2026
มรดกคาชื่อผู้จัดการ... ระวังทายาทคนอื่นซวยไม่รู้ตัว! เปิดฎีกาเตือนสติสายถือกรรมสิทธิ์ร่วม
สวัสดีครับแฟนเพจทุกท่าน วันนี้กลับมาพบกับผม "ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม" กันอีกครั้งนะครับ ช่วงนี้มีลูกความหลายคนเดินเข้ามาปรึกษาผมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเกี่ยวกับเรื่องมรดกที่ดิน พอลองนั่งฟังดูแล้ว ส่วนใหญ่จะเจอปัญหาคล้าย ๆ กัน คือ "พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว ทิ้งที่ดินไว้แปลงหนึ่ง แต่ยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดให้ชัดเจน ปล่อยให้พี่คนโตเป็นผู้จัดการมรดก หรือใส่ชื่อร่วมกันไว้ในโฉนด"
เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรใช่ไหมครับ? พี่น้องรักกันดี คงไม่มีปัญหาหรอก... แต่ช้าก่อนครับ! ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวทางกฎหมายกำลังจะตามมา ถ้าวันดีคืนดี "ทายาทคนใดคนหนึ่ง" ดันไปก่อหนี้ก่อสินจนโดนฟ้องร้อง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ความเดือดร้อนที่ลามไปถึงพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วยเลย!
วันนี้ผมเลยหยิบเอาคำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจมาก ๆ และเป็นเรื่องใหม่สด ๆ ร้อน ๆ คือ **คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8420/2568** มาเล่าให้ฟังและนำไปปรับใช้ป้องกันตัวเองได้แน่นอนครับ!
# # # เรื่องเล่าจากศาลฎีกา: เมื่อที่ดินแม่... กลายเป็นเป้าหมายของเจ้าหนี้
เรื่องมันเริ่มจากคุณแม่คนหนึ่งชื่อ "นางคำ" ท่านมีที่ดินอยู่แปลงหนึ่ง (โฉนดเลขที่ 15864) ต่อมานางคำได้เสียชีวิตลง ทิ้งที่ดินแปลงนี้ไว้เป็นมรดกให้แก่ลูก ๆ ทั้ง 4 คน ซึ่งลูกชายคนหนึ่งชื่อ "นายอนิรุต" ได้ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงนี้ในฐานะ **"ผู้จัดการมรดก"** ของนางคำ โดยที่ดินยังไม่ได้มีการแบ่งแยกโฉนดอย่างเป็นทางการให้กับพี่น้องคนอื่น ๆ
ต่อมา นายอนิรุตได้เสียชีวิตลงเช่นกัน และเรื่องมันเริ่มงวดเข้ามาตรงที่ นายอนิรุตดันมีหนี้สินติดตัวอยู่เพียบ! เจ้าหนี้ของนายอนิรุต (ในคดีนี้คือโจทก์) ก็ไม่รอช้าครับ ไปยื่นฟ้อง "นางสาว จ." ซึ่งเป็นลูกของนายอนิรุต (ฟ้องในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของลูกหนี้) เพื่อให้ชดใช้เงินจำนวน 2,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย
ในแง่ของกฎหมาย มีหลักการสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ไว้เลยนะครับว่า **"หากลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้ามรดกเสียชีวิตไปแล้ว ทายาทผู้รับมรดกไม่ต้องรับผิดชอบหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตนได้รับมา"**
หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า ศาลท่านสั่งให้ นางสาว จ. ชำระหนี้ก็จริง แต่ให้รับผิดชอบไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับมาจากนายอนิรุตผู้เป็นพ่อเท่านั้น ถ้าพ่อทิ้งมรดกไว้ให้แค่ 5 แสน ทายาทก็จ่ายแค่ 5 แสน เจ้าหนี้จะมาบังคับเอาจากทรัพย์สินส่วนตัวของทายาทไม่ได้ครับ!
แต่เรื่องมันไม่จบง่าย ๆ แบบนั้นน่ะสิครับ เพราะในกรณีนี้ เจ้าหนี้เขามองไปเห็นที่ดินโฉนดเลขที่ 15864 ที่ยังมีชื่อนายอนิรุตเป็น "ผู้จัดการมรดก" อยู่ เจ้าหนี้จึงส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินแปลงนี้ทันทีเพื่อจะเอาออกขายทอดตลาดเอาเงินมาใช้หนี้!
คราวนี้พี่น้องคนอื่น ๆ ของนายอนิรุต (ซึ่งก็คือลูก ๆ ของนางคำที่ยังมีชีวิตอยู่) ตาโตสิครับ! อยู่ดี ๆ ที่ดินมรดกของแม่กำลังจะถูกขายทอดตลาดเพราะหนี้ของพี่ชาย/น้องชายที่ตัวเองไม่ได้ก่อ พวกเขาจึงรีบวิ่งโร่มายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอ **"กันส่วน"** ไม่ให้ที่ดินในส่วนของตนเองถูกขายทอดตลาด
# # # ถ้ารู้จัก "ครอบครองเป็นส่วนสัด" ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไป!
ในทางกฎหมาย หากทรัพย์สินชิ้นนั้นเป็นมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง แต่ทายาทแต่ละคนได้เข้าไปอยู่อาศัย หรือทำมาหากิน โดยมีการแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราว เรียกว่า **"การครอบครองเป็นส่วนสัด"** เช่น พี่คนโตอยู่ฝั่งทิศเหนือ น้องคนรองอยู่ฝั่งทิศใต้ มีรั้วกั้นชัดเจน
กฎหมายบอกว่า **"หากทายาทคนอื่น ๆ ได้ครอบครองที่ดินเป็นสัดเป็นส่วน สามารถขอกันส่วนไม่ให้ที่ดินที่ตนเองครอบครองออกขายทอดตลาดได้"** คือเจ้าหนี้จะยึดได้เฉพาะพื้นที่ส่วนที่เป็นของลูกหนี้เท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ทายาทคนอื่นครอบครองอยู่ห้ามยึด ห้ามขาย!
ในคดีนี้ ทายาทอีกสองคน (ผู้ร้อง) ก็พยายามสู้ประเด็นนี้ครับ โดยอ้างต่อศาลว่าพวกตนได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้เป็นส่วนสัดแล้ว คนหนึ่งอยู่ทิศใต้ติดทางสาธารณะ มีเนื้อที่เยอะหน่อย อีกคนก็อยู่ถัดมา
แต่จุดพีคอยู่ตรงนี้ครับ! ศาลฎีกาท่านตรวจดูพยานหลักฐานและแผนที่พิพาทอย่างละเอียดแล้วพบว่า พื้นที่ที่ทายาทสองคนนี้อ้างว่าครอบครองอยู่นั้น มันได้เปรียบนายอนิรุต (ลูกหนี้) อย่างมาก คือได้พื้นที่เยอะกว่า แถมยังได้ส่วนที่ติดทางสาธารณะประโยชน์ทั้งหมด ปล่อยให้ส่วนของนายอนิรุตอยู่ด้านใน ไม่มีทางเข้าออก เป็นที่ดินตาบอดเสียอย่างนั้น
เมื่อศาลถามถึงเหตุผลว่าทำไมถึงแบ่งกันแบบนี้ ทายาทกลับตอบไม่ได้ ไม่มีเหตุผลรองรับที่น่าเชื่อถือ และไม่ได้นำสืบให้เห็นสภาพการครอบครองจริง ๆ ศาลฎีกาท่านจึงมองว่าเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ มีพิรุธและไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงเลยรับฟังไม่ได้ว่ามีการครอบครองเป็นส่วนสัดจริง ๆ!
# # # ไม่ได้ครอบครองเป็นสัดส่วน... แล้วจะสูญที่ดินไปฟรี ๆ เลยไหม?
พอศาลท่านตัดสินว่า "ไม่ได้ครอบครองเป็นส่วนสัด" หลายคนคงคิดว่า แบบนี้ทายาทคนอื่น ๆ ก็ซวยสิ โดนยึดที่ดินขายทอดตลาดไปทั้งหมดแน่ ๆ เลย?
คำตอบคือ **"ไม่ถึงขนาดนั้นครับ"** กฎหมายไทยยังคงให้ความเป็นธรรมอยู่!
ศาลฎีกาท่านวินิจฉัยต่อไปว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่าครอบครองเป็นส่วนสัดจนสามารถ "กันส่วนที่ดิน" ออกจากการขายทอดตลาดได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ที่ดินแปลงนี้เดิมทีเป็นของนางคำ และทายาททุกคน (รวมถึงผู้ร้องทั้งสองคนนี้ด้วย) เป็นบุตรโดยธรรมของนางคำ ดังนั้น ทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับมรดกในที่ดินแปลงนี้คนละเท่า ๆ กันตามกฎหมาย
การที่เจ้าหนี้ของนายอนิรุตมายึดที่ดินแปลงนี้เพื่อบังคับคดี ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิในการรับมรดกของทายาทคนอื่น ๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ดังนั้น กฎหมายจึงเปิดช่องไว้ว่า **"ถ้าไม่ได้ครอบครองเป็นสัดเป็นส่วน หรือไม่ได้ครอบครองเลย ทายาทคนอื่น ๆ ก็ยังมีสิทธิขอแบ่งเงินจากการขายทอดตลาดได้ตามสัดส่วนของตนหรือตามสิทธิของตน"**
ท้ายที่สุด ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้เจ้าพนักงานบังคับคดี **"กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินแปลงนี้ ให้แก่ทายาทอีกสองคนคนละ 1 ใน 4"** (แบ่งตามสิทธิมรดกที่มีอยู่จริง) สรุปคือที่ดินโดนขายทอดตลาดไปทั้งแปลงจริง แต่เงินที่ขายได้ต้องถูกแบ่งเอามาคืนให้ทายาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ด้วย ไม่ใช่ให้เจ้าหนี้เอาไปหมด!
# # # บทเรียนราคาแพง: ทำไม "การนิ่งเฉย" ถึงอันตรายกว่าที่คิด?
แม้ว่าในท้ายที่สุด ทายาทคนอื่น ๆ จะได้เงินคืนตามสัดส่วน แต่ลองคิดดูสิครับว่าพวกเขาต้องเสียเวลา เสียค่าทนายความ และต้องสูญเสียที่ดินมรดกของครอบครัวที่อาจจะมีมูลค่าทางจิตใจไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะความประมาทและนิ่งเฉย!
จากคดีนี้ ผมอยากให้ทุกท่านมองเห็นภาพและตระหนักถึงอันตรายของการปล่อยให้ที่ดินมรดกคาราคาซังไว้ครับ:
* **การจดชื่อเป็นผู้จัดการมรดกค้างไว้ หรือการจดกรรมสิทธิ์ร่วม อาจอันตรายกว่าที่คิด:** หลายครอบครัวคิดว่าใส่ชื่อพี่คนโตเป็นผู้จัดการมรดกไว้ก่อน หรือใส่ชื่อพี่น้องร่วมกันไว้ทุกคนในโฉนดเพื่อความอุ่นใจ แต่ถ้าวันหนึ่งมีทายาทบางคนมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว โดนฟ้องล้มละลาย หรือโดนฟ้องคดีแพ่ง เจ้าหนี้เขาจะมองเห็นชื่อในโฉนดนั้นทันที และเขามีสิทธิส่งบังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงได้เลย ทายาทคนอื่น ๆ ที่เหลือจะต้องพลอยเดือดร้อน วิ่งขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อรักษาสิทธิของตัวเองอย่างยากลำบาก
* **รีบจัดการแบ่งแยกทรัพย์สินให้เรียบร้อย:** หากเป็นที่ดินที่ได้รับมรดกร่วมกันมา สิ่งที่ควรทำที่สุดคือ "ดำเนินการแบ่งให้เรียบร้อย" หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้อง "แบ่งการครอบครองให้ชัดเจนและเป็นธรรม" ทำรั้วกั้น ทำสัญญาตกลงกันในหมู่พี่น้องให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์สิทธิหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในอนาคต
เรื่องมรดกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยปละละเลยได้เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ในครอบครัวครับ การทำทุกอย่างให้ถูกต้องและชัดเจนตามกฎหมาย คือการปกป้องคนที่คุณรักที่ดีที่สุด
หากใครกำลังเจออปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเรื่องมรดก หรืออยากวางแผนจัดการทรัพย์สินให้ถูกต้อง สามารถคอมเมนต์พูดคุยหรือทักข้อความมาปรึกษาผมได้เสมอนะครับ
ถ้าชอบบทความกฎหมายเข้าใจง่ายแบบนี้ ฝากกดไลก์ กดแชร์ และกดติดตามเพจของผมไว้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดสาระดี ๆ ในครั้งต่อไป!
ด้วยความปรารถนาดีจากใจ
**ทนายณัฐวุฒิ คำธรรม**
#ทนายเชียงใหม่ #มรดก #จัดการมรดก #ครอบครองเป็นส่วนสัด #กันส่วนมรดก