MontphuPhadaeng ม่อนภูผาแดง :ฟาร์มเล็กๆ ที่เชียงดาว

MontphuPhadaeng ม่อนภูผาแดง :ฟาร์มเล็กๆ ที่เชียงดาว หนังสือและที่พักในหุบเขา

แบบนี้ ดีงาม...
22/08/2025

แบบนี้ ดีงาม...

🌲🌿 ออกแบบพื้นที่สีเขียวด้วยแนวคิด Forest Bathing สู่สวนบำบัดที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ⛰
เมื่อแนวคิดเรื่องสุขภาวะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะในยุคใหม่ Wazzadu Low Carbon Material Library เลยมีโครงการหนึ่งจากประเทศอิตาลีที่น่าสนใจมาแชร์ไอเดียการสร้างพื้นที่สีเขียวครับ
นี่คือ “Parco del Respiro” (ปาร์-โก เดล เร-สปี-โร) สวนบำบัดสุขภาพแห่งแรกของยุโรปที่เน้นการทำ การอาบป่า (Forest Bathing) หรือ Shinrin-yoku (ชินรินโยกุ) ซึ่งเป็นแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นที่เน้นการใช้ธรรมชาติบำบัดร่างกายและจิตใจ สวนแห่งนี้เกิดจากการตระหนักถึงคุณค่าของป่าบีชที่มีต่อสุขภาพผู้คน โดยเริ่มต้นจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับการฟื้นฟูสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จะเป็นอย่างไรนั้น ตามมาชมครับ
🌳 การออกแบบพื้นที่ให้เป็น “สวนบำบัด” (Healing Landscape)
สวน Parco del Respiro ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้าน Fai della Paganella ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ได้ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เป็นเหมือนห้องธรรมชาติ ที่รองรับระบบการบำบัดทั้งทางกายและใจ โดยใช้ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสของมนุษย์ ทั้งการได้ยินเสียงใบไม้ การรับรู้กลิ่นดิน การได้สัมผัสกับต้นไม้ มาเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูสุขภาพ และเชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติให้ใกล้ชิดและดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างสงบสุข
สวนบำบัดนี้ ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นจากการศึกษาของ Marco Nieri นักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้าน eco-design ร่วมกับ Marco Mencagli นักวิชาการเกษตรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและดูแลสวนสาธารณะและสวนส่วนตัว นอกจากนี้ Monica Botta ภูมิสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้าน Healing Garden ก็มีบทบาทในการให้คำแนะนำด้านการออกแบบเชิงบำบัด
แล้วการใช้หลักการ Forest Bathing เป็นการออกแบบให้กิจกรรมในป่าเป็นกิจกรรมบำบัดที่มีเป้าหมายเฉพาะ เช่น ชะลอจังหวะชีวิต ลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การเลือกใช้ป่าเป็นพื้นที่ฟื้นฟูสุขภาพ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับมนุษย์ แต่ยังลดความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างถาวร หรือใช้พลังงานฟุ่มเฟือยในการปรับอากาศ ทำให้โครงการสามารถลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว
ที่สวน Parco del Respiro ได้จัดเส้นทางธรรมชาติ 4 สาย ที่ออกแบบให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ได้แก่
🟢 เส้นทางที่ผ่านทุ่งหญ้าและป่าไม้
🟢 เส้นทางที่มีจุดชมวิวของหุบเขา Adige
🟢 เส้นทางที่ผ่านหมู่บ้านโบราณ
🟢 เส้นทางที่เดินผ่านป่าและลำธาร
.
เพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาเดินป่าได้เลือกตามที่สะดวกหรือสนใจ เพพราะมีทั้งเส้นทางสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก, กลุ่มที่ต้องการผ่อนคลาย หรือการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม ทุกเส้นทางเหล่านี้แสดงถึงแนวทาง “Low Impact Design” ที่เน้นการแทรกแซงพื้นที่อย่างจำกัด ใช้วัสดุธรรมชาติ และปรับให้เข้ากับภูมิประเทศเดิม ช่วยลดการใช้คอนกรีตและวัสดุก่อสร้างซึ่งมักปล่อยคาร์บอนสูง
เพราะในโลกยุคใหม่ที่ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ พื้นที่แบบ Parco del Respiro จึงไม่ใช่เพียงแค่สวนสาธารณะ แต่ Wazzadu Low Carbon Material Library เห็นโครงการนี้เป็นโมเดลของพื้นที่สีเขียวที่ช่วยบำบัดสุขภาวะของผู้คนที่สามารถนำมาปรับใช้กับการออกแบบเมือง พื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือที่อยู่อาศัยในเขตชุมชน เพื่อสร้างทั้งความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมและความสมดุลทางกาย-ใจของผู้คนกันครับ
💻 อ่านเวอร์ชันเว็บไซต์ คลิก :
https://www.wazzadu.com/article/7300
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
www.parcodelrespiro.it
www.visittrentino.info
www.archibio
ขอบคุณรูปประกอบจาก :
www.latrentina.it.....................................
✨ SPECIAL TRAINING ✨
อย่าพลาด ถ้าอยากเรียนรู้วิธีการออกแบบอสังหาฯ แบบ Low Carbon & Wellness
หากคุณคือ
✅ สถาปนิกหรือนักออกแบบที่สนใจแนวคิด Low Carbon + Wellness
✅ นักพัฒนาอสังหาฯ ที่มองหาคอนเซปต์ใหม่ในการสร้างความต่าง
✅ ผู้พัฒนาวัสดุที่ต้องการแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์และเข้าตลาด Low Carbon
ขอแนะนำคอร์สอบรมพิเศษ
“Training for Low-Carbon Real Estate for Wellness Life”
เรียนรู้ผ่าน Trend และ Case study อีกมากมาย ที่จัดโดย Wazzadu.com
สนใจติดต่อ ฝ่ายการตลาดได้ที่ >>>
📞 คุณบิ้ว Tel : 083 016 3916
หรือ Line OA : InnovatorX.....................................

14/08/2025

NEW STUDY: มนุษย์กำลังห่างจากธรรมชาติ - การศึกษาพบว่าความเชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติลดลง 60% ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา
‘คร้้งสุดท้ายที่เราเห็นต้นไม้แล้วบอกชื่อของมันได้คือเมื่อไหร่’ เรานึกถึงประโยคนี้บ่อยมาก เพราะมันสะท้อนจริงๆ ว่า เราไม่รู้จักธรรมชาติเท่าตอนเด็กๆ อีกต่อไป และงานศึกษาจากศาตราจารย์ Miles Richardson จาก University of Derby พบว่าเราผูกพันกับธรรมชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้เด็กรุ่นใหม่เติบโตมาท่ามกลางหน้าจอสมาร์ทโฟนและตึกคอนกรีต มากกว่าต้นไม้และสายน้ำ เป็นสัญญาณว่า ‘เราอาจกำลังสูญเสียประสบการณ์ธรรมชาติขนานใหญ่‘
ย้อนกลับไปกว่า 200 ปีก่อน ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตในชนบท แวดล้อมไปด้วยแม่น้ำ ป่าไม้ และทุ่งหญ้า แต่มาวันนี้กว่าครึ่งประชากรโลกอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ การได้เสียงนกร้องยาวๆ หรือกลิ่นดินหลังฝนตกกลายเป็นเรื่องหายาก การใช้ชีวิตเมืองทำให้เรามีพื้นที่สีเขียวน้อยลง และมีเวลาสัมผัสกับธรรมชาติลดลง
แม้เทคโนโลยีจะใช้เรื่องความสะดวกสบาย ทำให้คนเชื่อมต่อกันตลอดเวลา แต่ก็เป็นการแย่งเวลาจากกิจกรรมกลางแจ้งไปเช่นกัน เด็กๆ เลือกที่จะอยู่กับหน้าจอ มากกว่าการออกไปวิ่งเล่นปีนป่าย มีรายงานชิ้นหนึ่งพบว่าเด็กออกไปเล่นนอกบ้านเฉลี่ยเพียง 7 นาทีต่อวัน ลดลงกว่าครึ่งในช่วง 20 ปี
นอกจากการสัมผัสกับธรรมชาติโดยตรงที่ลดลง ด้านภาษา วัฒนธรรมก็ลดลงเช่นกัน นักวิจัยวิเคราะห์วรรณกรรม หนังสือ เพลง และสื่อ พบว่าการใช้คำเกี่ยวกับธรรมชาติลดลงอย่างมาก คำอย่าง ‘ทุ่งหญ้า’ หรือ ‘ดอกไม้ป่า‘ ปรากฎน้อยลง ขณะที่คำที่เกี่ยวกับชีวิตเมืองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งภาษาถือเป็นสิ่งที่สะท้อนความคิด เมื่อเราพูดถึงธรรมชาติน้อยลง ความรู้สึกเชื่อมโยงก็ลดลงตาม
การไม่รู้สึกผูกพันกับธรรมชาติมีผลต่อพฤติกรรมอนุรักษ์ ถ้าคนไม่เห็นว่าธรรมชาติเกี่ยวข้องกับชีวิตก็จะไม่เห็นความจำเป็นต้องปกป้อง นอกจากนี้ธรรมชาติยังมีผลบวกต่อสุขภาพจิตและร่างกาย ช่วยลดความเครียด วิตกกังวล และเสริมสร้างสมาธิอีกด้วย
ความห่างเหินนี้อาจส่งต่อรุ่นสู่รุ่น หากพ่อแม่ไม่ผูกพันกับธรรมชาติ ลูกก็มีแนวโน้มจะไม่ผูกพันเช่นกัน และวงจรก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นักวิจัยเตือนว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอ แต่ต้องทำให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทั้งในบ้าน โรงเรียน และเมืองที่อยู่อาศัย จึงจะยุติวงจรนี้ได้
ถ้าเรากำลังรู้สึกเช่นกันว่าเราห่างจากธรรมชาติ ลองเริ่มจากกิจวัตรในแต่ละวัน อาจจะเป็นการเดินในสวนสาธารณะใกล้บ้าน หามุมเล็กๆ ในบ้านปลูกต้นไม้ พักการก้มหน้าดูจอและแหงนมองท้องฟ้ามากขึ้น สร้างกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เรายังได้คอนเนคกับธรรมชาติ
• The Guardian: Human connection to nature has declined 60% in 200 years, study finds
• The Wild Hunt: Losing the Wild: Study Finds Human-Nature Bond Has Plunged Over The Last 200 Years
• Finding Nature: How we Lost Touch with Nature

ธรรมชาติคือบทกวีคือชีวิตความงาม ความจริงและความหวัง😊🥰
29/06/2025

ธรรมชาติ
คือบทกวี
คือชีวิต
ความงาม
ความจริง
และความหวัง
😊🥰

"เมื่อเราทุกข์ทนและแบกรับชีวิตต่อไปไม่ไหว ต้นไม้มีบางสิ่งจะบอกเรา: จงนิ่ง! จงนิ่ง! มองมาที่ข้า! ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ชี...
23/06/2025

"เมื่อเราทุกข์ทนและแบกรับชีวิตต่อไปไม่ไหว
ต้นไม้มีบางสิ่งจะบอกเรา:
จงนิ่ง! จงนิ่ง! มองมาที่ข้า!
ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตไม่ใช่เรื่องยาก
นั่นคือความคิดแบบเด็กๆ
จงปล่อยให้พระเจ้าในตัวเจ้าได้พูด
แล้วความคิดของเจ้าจะเงียบลง"
เฮอร์มานน์ เฮสเส
"When we are stricken and cannot bear our lives any longer, then a tree has something to say to us: Be still! Be still! Look at me! Life is not easy, life is not difficult. Those are childish thoughts. Let God speak within you, and your thoughts will grow silent."
Hermann Hesse.
จากหนังสือ Wandering: Notes and Sketches (1919)
😊🥰☺️
- - - - - - --
แนะนำ เมล็ดพันธุ์ รวม ชุด "ดอกไม้" ปลูกง่าย โตไว เดซี่ขาว/ทานตะวันแคระ/คาโมมายล์/ลาเวนเดอร์/กุหลาบเลื้อย/ฟอร์เก็ตมีน็อต ขายดี สนใจคลิกที่ลิงค์ได้เลยน้า
https://s.shopee.co.th/3qBZNGpdEu

19/05/2025

ทุกครั้งที่ไปเยอรมัน สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เสมอ คือ คนที่นั่นเขาเลือกใช้ชีวิตอย่างตั้งใจ โดยเฉพาะในเรื่องของ “ความยั่งยืน ความพอดี และการให้คุณค่ากับชีวิตธรรมดาๆ” ซึ่งสิ่งเหล่านี้ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่เราเห็นบ่อย ๆบนโลกโซเชียลในยุคปัจจุบัน

______________________________________

ไม่ใช่เพราะเขาไม่รู้จักความสวยงามของโลก
แต่เพราะพวก เขา “เคารพ”โลก

______________________________________

เราเห็นคนแยกขยะเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ เห็นคนใช้ของเดิมซ้ำปีแล้วปีเล่า เห็นคุณลุงคุณป้าปั่นจักรยานไปซื้อขนมปังในเช้าวันอาทิตย์ มันทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองว่า “เราใช้ชีวิตแบบไหนอยู่?”

▫️แนวคิดการใช้ชีวิตแบบเยอรมัน ที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
ที่เราได้เรียนรู้

1. “พอดีแบบตั้งใจ” (Intentional Living)
คนเยอรมันไม่ได้ใช้ชีวิตเร่งรีบ เพื่อให้ได้มากที่สุด แต่เลือกทำสิ่งที่จำเป็น และมีความหมาย เช่น —
• ไม่ซื้อของเยอะ แต่เลือกของที่ดี ใช้ได้นาน และซ่อมได้
• พวกเขาเชื่อว่า “คุณค่าของของ” มันอยู่ที่การใช้จริง ไม่ใช่การโชว์
• บ้านไม่ต้องใหญ่ แต่ขอให้ใช้สอยได้จริง อยู่แล้วสงบ
• ใช้เวลาไปกับธรรมชาติ อ่านหนังสือ ดูแลต้นไม้ ทำขนม
ไม่ได้เร่งรีบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ใส่ใจ

2. “เคารพทรัพยากร” (Respect for Resources)
• แยกขยะอย่างละเอียด (มีถังแยกถึง 4–6 แบบ)
• พกถุงผ้า แก้วน้ำ กล่องอาหาร — ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่เป็นนิสัย
• ซ่อมของ ใช้ของซ้ำ ขายต่อ หรือแลกเปลี่ยนกัน ไม่ทิ้งง่าย ๆ

3. “ชีวิตไม่ต้องใหญ่โต แต่ต้องอยู่ได้จริง”
• มีวัฒนธรรมการ slow down เช่น วันอาทิตย์ร้านค้าปิด ให้ทุกคนได้พักผ่อน
• ไม่โอ้อวด ไม่โชว์ของ แต่ใช้ของดีเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเห็น
• ชีวิตไม่ต้อง Productive ทุกวัน แต่ให้เวลากับความเงียบ และ ความธรรมดา

4. “ใส่ใจโลกและสังคม” (Collective Mindset)
• คนเยอรมันส่วนมากจะใช้การเดิน ปั่นจักรยาน ใช้ขนส่งสาธารณะ
• ปลูกผักหลังบ้าน ทำปุ๋ยจากเศษอาหาร
• รักษาความสะอาดของพื้นที่สาธารณะ รู้สึกว่าทุกอย่างคือ “ของส่วนรวม”
• ไม่มีเสียงโทรศัพท์เปิดดังในร้านกาแฟ หรือเสียงคุยวิดีโอคอลตามที่สาธารณะ
• การไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด ไม่ใช่เพราะกลัวปรับ แต่เพราะ ทุกพื้นที่คือของเราทุกคน
• การไม่ขโมยจักรยานหน้าบ้าน แม้จะไม่ได้ล็อก เพราะมันคือ การเคารพพื้นที่ของกันและกัน

5. “ธรรมชาติคือบ้านอีกหลัง”
• คนเยอรมันมองธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว
• วันหยุดส่วนใหญ่ใช้กับการเดินป่า, ปั่นจักรยาน, ทำสวน, พักที่บ้านกลางป่า
• การมี “สวนเล็ก ๆ” หรือ allotment (Kleingarten) เป็นเรื่องจริงจัง และคนรุ่นใหม่กลับมาอินกับมันอีกครั้ง

______________________________________

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เราได้ย้อนกลับมาถามตัวเองว่า
เราจะใช้ชีวิตในแบบที่นึกถึงคนอื่น และโลกไปพร้อมกันได้ไหม?
เพราะความยั่งยืนที่แท้จริง…
ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

ไม่ใช่เพื่อที่จะเป็นแบบใคร
แต่เพื่อกลับมาฟังตัวเองอีกครั้ง ว่า“เรากำลังใช้ชีวิตแบบไหนอยู่?”

และจะค่อย ๆ เปลี่ยน…เพื่อให้ทุกวันของเรา
ให้มีความหมายขึ้น ในแบบที่เบาใจขึ้น

______________________________________

✨ข้อความจากเรา✨
“ ชีวิตไม่ต้อง Productive ทุกวัน
ควรให้เวลากับความเงียบ และ ความธรรมดาบ้าง
ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ได้ไร้ความหมาย
มันแค่กำลังพาเรากลับมาอยู่กับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ”

แสงเช้าธรรมชาติกำลังทักทาย,ชีวิต #ม่อนภูผาแดง #ฟาร์มเล็กๆที่เชียงดาว
22/10/2024

แสงเช้า
ธรรมชาติ
กำลังทักทาย,ชีวิต
#ม่อนภูผาแดง
#ฟาร์มเล็กๆที่เชียงดาว

หนาวนี้มาฮีลใจที่  #ม่อนภูผาแดง  #ฟาร์มเล็กๆที่เชียงดาว กันน้า...
10/09/2024

หนาวนี้มาฮีลใจที่ #ม่อนภูผาแดง #ฟาร์มเล็กๆที่เชียงดาว กันน้า...

ที่สหราชอาณาจักรมีโครงการ Green Social Prescribing หวังให้พื้นที่สีเขียวช่วยเยียวยาสุขภาพจิตของคนไข้ และจากรายงานใหม่ก็มีหลักฐานที่ทำให้เห็นว่ามันช่วยได้จริง ๆ
ในโครงการนี้หมอจะจ่ายยา “ให้คนไข้ไปอยู่กับธรรมชาติ” เป็นโครงการที่รัฐบาลช่วยสนับสนุน คนไข้มากกว่า 8,000 จะใช้เวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่สีเขียว เช่น เดินชมธรรมชาติ ทำสวนในชุมชน ปลูกต้นไม้ และว่ายน้ำในธรรมชาติ
หลังจากมีส่วนร่วมในโครงการ ผู้คนที่เข้าร่วมจะรู้สึกมีความสุข รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า และมีความวิตกกังวลน้อยลง
รายงานใหม่ได้ประเมินกลุ่มตัวอย่างงานวิจัยทั้งก่อนและหลังเข้ารับบำบัดโดยธรรมชาติ คะแนนความสุขเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้น จาก 5.3 เป็น 7.5 เต็ม 10 หลังเข้ารับการบำบัด
ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าหลังจากการเข้าร่วมบำบัดก็มีมากขึ้น จาก 4.7 เป็น 6.8 เต็ม 10 ค่าเฉลี่ยความวิตกกังวลก็น้อยลง จาก 4.8 ลดลงเหลือ 3.4 เต็ม 10
Dr Marion Steiner หมอจาก Bristol ที่ก็ร่วมทำงานวิจัยในโปรเจกต์นี้เผยว่า ผู้ป่วยจํานวนมากไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติได้ เนื่องจากมีอุปสรรคส่วนบุคคล ปัญหาด้านสังคม และวัฒนธรรมที่หลากหลาย โครงการ Green Social Prescribing ที่จะเข้ามาช่วยให้คนเข้าถึงธรรมชาติ เลยสำคัญ และนอกจากจะช่วยคน โครงการนี้ก็ช่วย National Health Services (NHS) หรือระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ ประหยัดอีกด้วย เพราะการไปทำกิจกรรมในธรรมชาติราคาถูกกว่าค่ายาและค่าเข้าคอร์สรับคำปรึกษา และก็ช่วยลดจำนวนผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยซึมเศร้าน้อยลง
ที่มา
https://www.theguardian.com/environment/article/2024/sep/04/better-than-medication-prescribing-nature-works-project-shows

มาอาบป่ากันมั้ย...
14/08/2024

มาอาบป่ากันมั้ย...

ฟื้นฟูพลังกายผ่านธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมบำบัดจิตใจด้วยการอาบป่าแบบญี่ปุ่น “Shinrin-Yoku”
ปัจจุบัน ด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ที่โลกกำลังเผชิญ ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มหันกลับไปใส่ใจและเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น เพื่อหลีกหนีจากชีวิตประจำวันที่วุ่นวาย ทำให้เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติกำลังมาแรงและเป็นที่สนใจ ชวนมาทำความรู้จัก “Shinrin-Yoku” หรือ “การอาบป่า”
“Shinrin-Yoku” ศาสตร์การบำบัดด้วยการอาบป่า มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ยุค 80’s โดยวิธีการอาบป่าคือ ผู้เข้ารับการบำบัดจะเข้าไปใช้เวลาในป่า โดยปราศจากเครื่องมือสื่อสาร อยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ค่อย ๆ เดินทางท่องเข้าไปในป่าอย่างช้า ๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศอันเงียบสงบท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้า Shinrin-Yoku เป็นเหมือนกับยาทางธรรมชาติ ที่จะช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ อีกทั้งยังเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย จากการวิจัยค้นคว้าในประเทศญี่ปุ่นพบว่าการอาบป่า (Shinrin-Yoku) มีประโยชน์หลายด้านด้วยกัน
ส่อง 5 ประโยชน์ของการอาบป่า “Shinrin-Yoku” !
1. ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิต โดยการอาบป่าช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลง 6% จากการมองทิวทัศน์อันสวยงามของป่า และ 4% จากการเดินภายในป่า และช่วยให้ความดันโลหิตลดลงประมาณ 2% ลดโอกาสในการเป็นความดันโลหิตสูง
2. ช่วยให้นอนหลับสบาย การอาบป่าจะช่วยเยียวยาอาการนอนไม่หลับ (Insomnia) การห่างจากเครื่องมือสื่อสารจะทำให้เราไม่ได้รับแสงสีฟ้า (Blue Light) ซึ่งส่งผลต่อการนอนหลับ นอกจากนี้ ต้นไม้ในธรรมชาติจะปล่อยสารไฟทอนไซด์ (Phytoncide) ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเฉพาะ ช่วยให้มนุษย์รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยลดความกังวล ทำให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น

3. ต้านความเครียด โดยปกติแล้วมนุษย์เราจะผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนในร่างกาย เป็นฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวเพื่อตอบรับกับความเครียดที่มาจากสภาพแวดล้อม แต่การอาบป่าจะพาเราไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันแสนสงบ ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยฮอร์โมนเหล่านี้ ให้เรารู้สึกผ่อนคลายและไม่เครียด
4. สร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย การสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายนั้นเกี่ยวโยงไปถึงความเครียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยามใดที่เรารู้สึกเครียดจนฮอร์โมนคอร์ติซอลทำงานมากเกินไป จะส่งผลต่อการทำงานของ Natural Killer Cell (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่คอยทำลายเชื้อโรค) และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งการอาบป่าจะช่วยให้เราผ่อนคลาย ไม่รู้สึกเครียด และชะลอการทำงานของฮอร์โมนคอร์ติซอลนั่นเอง
5. ช่วยเรื่องการทำงานของระบบประสาท ระบบประสาท Sympathetic เป็นระบบประสาทที่ทำให้ร่างกายตื่นตัว และจะทำงานเมื่อเราตกอยู่ในอันตราย ซึ่งหากทำงานมากเกินไป ก็จะทำให้เรารู้สึกอ่อนล้าและตึงเครียด แต่การสัมผัสธรรมชาติผ่านการอาบป่า จะช่วยให้ระบบประสาท Parasympathetic (ระบบประสาทที่ทำงานเมื่อร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย) ทำงานมากขึ้น ในขณะที่ระบบประสาท Sympathetic ทำงานน้อยลง
อ่านบทความเกี่ยวกับ Shinrin-Yoku แบบเต็ม ๆ ได้ที่: https://bit.ly/46C4ljX

เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว...ลูกค้าท่านใดสนใจอยากมาพักผ่อนมาดูความชื่นสดของดอกไม้ใบหญ้าชมหมอกเช้าหลังฟ้าหมาดฝนนอนฟังเสียงสายฝ...
22/05/2024

เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว...
ลูกค้าท่านใดสนใจอยากมาพักผ่อน
มาดูความชื่นสดของดอกไม้ใบหญ้า
ชมหมอกเช้าหลังฟ้าหมาดฝน
นอนฟังเสียงสายฝนพรำ
ในกระท่อมไม้หลังนี้
ทักจองในกล่องข้อความได้เลยนะครับ😍🥰😘😊

ที่อยู่

Chiang Mai
50170

เบอร์โทรศัพท์

+66811113693

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ MontphuPhadaeng ม่อนภูผาแดง :ฟาร์มเล็กๆ ที่เชียงดาวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง MontphuPhadaeng ม่อนภูผาแดง :ฟาร์มเล็กๆ ที่เชียงดาว:

แชร์

ม่อนภูผาแดง:ฟาร์มเล็กๆ ที่เชียงดาว

#ม่อนภูผาแดง #ฟาร์มเล็กๆที่เชียงดาว #ขนมโฮมเมด #หนังสือ #ศิลปะ #ที่พัก #ร้านกาแฟในหุบเขา #แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ

เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00 - 18.00 น. เปิดวันพุธ - วันเสาร์ (หยุด อาทิตย์-อังคาร) สอบถามข้อมูลและเส้นทาง Tel.081-111 3693 และ 089-282 4660

พิกัด https://goo.gl/maps/DYt3JoKK2R62 คลิกไลค์ กดติดตาม ปักหมุดไว้ก่อนเลยคร้าบ...😍😋🥰😊 https://www.facebook.com/Montphuphadaengfarm/

อีกหนึ่งมุมความสุขของชีวิต