Maesai Hotel สะดวก สบาย ใกล้ด่านพรหมแดนไทย-พม่า

โรงแรมที่อยู่คู่อำเภอแม่สายมาอย่างยาวนานยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน 🏨🚩ทำเลดีใจกลางเมือง🚩มีที่จอดรถ🚩ใกล้ย่านการค้าแล...
11/12/2023

โรงแรมที่อยู่คู่อำเภอแม่สายมาอย่างยาวนาน
ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน 🏨
🚩ทำเลดีใจกลางเมือง
🚩มีที่จอดรถ
🚩ใกล้ย่านการค้าและสะพานข้ามด่าน
🚩หาของกินง่ายสะดวกสบายตลอด24ชม.

06/03/2018

10 เรื่องที่ต้อง "รู้งี้" ก่อนจบปริญญา ...

1. "ใบปริญญามีวันหมดอายุ" ..หลายคนคิดว่า ใบปริญญาไม่มีวันหมดอายุ พอเรียนจบแล้วก็เอาใส่กรอบรูป ตั้งโชว์สวยๆ โดยหารู้ไม่ว่า "มันหมดอายุไปแล้ว !!" ...ลองสังเกตให้ดีว่า ความรู้ที่เราเรียนมามันทันสมัยไม่นาน คือ ประมาณว่าจบแล้วต้องรีบหางานทำ เพราะ ถ้าทิ้งไว้ เราตามโลกไม่ทัน ..ยิ่งปัจจุบัน Internet ทำให้การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจทั่วโลก เต็มไปด้วยโอกาส (แต่โอกาสในที่นี้ คือ วิกฤตของคนส่วนใหญ่ ซึ่งนี่จะเป็นข้อต่อๆไปที่ เราต้องร้องว่า "รู้งี้") ..เอาเป็นว่า ถ้าไม่อยากให้ใบปริญญาหมดอายุ ต้องรู้จัก หมั่นเติมความรู้ หาหนังสือมาอ่าน หัดพัฒนาตัวเองโดยการเข้าสัมมนา ฟังคนอื่น หาความรู้ใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับใบปริญญาก็ได้ แค่นี้ใบปริญญาของเราก็จะไม่หมดอายุ

2. "ใบปริญญาเป็นเพียงแค่บัตรผ่านประตูในชีวิตจริงเท่านั้น" ...ใช่แล้ว!! ในชีวิตจริง เขาวัดคนที่ผลงาน รายได้ที่เราทำให้บริษัท รายจ่ายที่เราลดให้บริษัทด้วยความรู้หรือ Technology เช่น การเอา Internet มาช่วยลดการทำงาน ช่วยการบริการ และ ช่วยการติดต่อลูกค้า เพิ่มโอกาสการขาย อะไรก็ว่าไป ...ดังนั้น ใบปริญญามีประโยชน์แค่ตอนสมัครงาน แต่หลังจากที่เราได้งานแล้ว เขาไม่สนแล้วว่าเราจบอะไรมา นั่นแหละ "วัดฝีมือจริง" ...แล้วตำแหน่งยิ่งสูง เขายิ่งไม่ถามว่า จบอะไรมา เพราะ นั่นมันคำถามไว้รับสมัครงานชั้นล่าง (งานแรงงาน) ...งานระดับสูง เงินเดือนล้าน เขาถามว่า "คุณทำอะไรสำเร็จมาบ้าง แล้วคุณจะสร้างโอกาส สร้างเงินให้กับบริษัทเราอย่างไร" -- ถ้าตอบได้ ตำแหน่งคุณน่ะ เงินเดือนล้าน !!

3. "คนรวยทุกคนเป็นคนเก่ง แต่คนเก่งทุกคนไม่ได้รวย" ..จงเลือกว่า คุณอยากเป็น "คนเก่งที่รวย" หรือ "คนเก่งที่จน" ...ให้รู้ไว้ว่า คนเก่งที่จน มันเกิดจากคนนั้นคิดว่าตัวเองเก่ง จึงไม่เคยฟังใคร ไม่เคยเรียนรู้จากใคร ..คนเหล่านี้ทำงานกับใครไม่ได้ เพราะ ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเองเก่ง ไม่เคยฟังคำท้วงติงจากใคร ...เวลาคนเหล่านี้ทำงานผิดพลาด เขาจะพยายามโยนความผิดให้คนอื่น ด้วยสมองอันแกมโกงของเขา -- "คนเก่งที่รวย" คนเหล่านี้ รักการอ่าน ชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ..ชอบแก้ปัญหา ชอบงานที่คนอื่นไม่กล้าทำ เพราะ ทุกครั้งที่เราทำงานที่ยากและคนอื่นไม่กล้าทำ เราจะเห็นโอกาสที่ไม่มีใครเคยเห็น ..เวลาคนเหล่านี้ทำงานพลาด เขาจะโทษตัวเอง แล้วเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อให้ตัวเขาฉลาดขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น ...ยิ่งล้มเลย ยิ่งเก่ง ...คนเหล่านี้ ไม่เคยกลัวความล้มเหลว ...อะไรง่ายๆ ไปให้คนอื่นทำ แต่ถ้ายากๆ "ให้กู" เพราะ กูคือ คนเก่งที่จะรวย !!

4. "จ่ายเงินให้ตัวเอง ก่อนจ่ายเงินให้คนอื่น" ...คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่า ทั้งชีวิตเราจ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นค่าภาษีก่อนที่เราจะได้เงินเดือน พนักงาน office ธรรมดา ถ้าเอาภาษีทั้งชีวิตมารวม มันเกินล้าน แปลว่า คนเหล่านี้จ่ายเงินให้รัฐบาลเป็นล้านบาท แต่ทั้งชีวิตไม่เคยจับเงินล้าน ..เพราะ รายได้เท่าไหร่ รายจ่ายมากกว่าเสมอ ...ทางแก้คือ "จ่ายเงินให้ตัวเองก่อน" คือ ดึงออกเริ่มจาก 10% ของเงินเดือน เพื่อเก็บไว้ลงทุน ก่อนใช้จ่ายเสมอ (แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นเป็น 20% 30% 40% ตามเงินเดือนที่สูงขึ้น) ...เพราะอะไรรู้ไหม เพราะ การใช้จ่าย มันคือ การจ่ายเงินให้คนอื่น ..ลองดูสิ่งที่เราซื้อมาซิ มันดีใจตอนซื้อ สุดท้ายของเหล่านั้นก็กลายเป็นขยะ ...ของเป็นขยะ บ้านเราก็คือ "ถังขยะ" ใบใหญ่ ...ทำงานหนัก จ่ายเงินซื้อขยะ โคตรแย่ ...เริ่มจ่ายเงินให้ตัวเอง แบ่งมาเริ่มลงทุน เพราะ "การลงทุน" จะสร้างเครื่องผลิตเงินที่เลี้ยงเราจนตาย ..ไม่ใช่ขยะที่คุณซื้อมา !!

5. "จงเลือกก่อนเลยว่า จะเป็น คนเงินเดือนสูง หรือ คนเงินเดือนน้อย" ..ถ้าอยากเป็นคนเงินเดือนน้อย ก็เริ่มหางานง่ายๆ งานที่ใครๆก็ทำได้ งานสบาย แล้วจงหาหัวหน้ามาสั่งงานเรา ..แต่ถ้าอยากได้เงินเดือนเยอะ ต้องหางานยากๆ งานที่ไม่มีใครอยากทำ แล้วเป็นงานที่มีหัวหน้า แต่หัวหน้าต้องถามเราว่า ต้องทำอะไร ทำอย่างไร เพราะ งานนั้นอาจไม่มีมาก่อนในองค์กร เป็นสิ่งใหม่ที่เขาต้องความเห็นจากเรา หรือ เป็นสิ่งยากที่อยากได้คนรับผิดชอบ

6. "งานที่มี Career Path เป็นงานห่วย" ..วันนี้ใครๆ ก็รู้ว่า ผู้บริหารองค์กรปัจจุบัน อายุไม่ได้มาก เขายังต้องอยู่ตรงนั้นอีกนาน "รักษาเก้าอี้" ดังนั้น งานที่เปิดให้คนรุ่นใหม่คือ งานกระจอก งานแรงงาน ที่สุดท้ายใช้เครื่องจักรทำดีกว่า เขาหลอกโดยเอาคำว่า Career Path หรือ ตำแหน่งให้เราไต่ขึ้นไป แต่หารู้ไม่ว่า ข้างบนเป็นทางตัน เพราะ ผู้บริหารระดับสูง เดี๋ยวนี้ซื้อตัวคนมีประสบการณ์ง่ายกว่า ...ดังนั้น งานที่ดีในองค์กร คือ งานที่ไม่มี Career Path เพราะ แสดงว่า หน่วยงานนี้ เป็นสิ่งใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน นี่แหละ ได้ทั้งความรู้ และ โอกาสที่แท้จริง

7. "อย่าทำงานเพื่อเงินเดือน ให้ทำงานเพื่อความรู้" ..ถ้าตั้งเป้าเป็นเงินจะได้เงินเดือนน้อย ..และไม่มีอนาคต แต่ถ้าตั้งเป้าเป็นความรู้ เราจะเห็นโอกาสใหม่ๆ เพราะ เราเปิดใจที่จะเรียนรู้ ...แล้วคุณจะรู้ว่า แท้จริงแล้ว โอกาสหรือ Innovation มันล้วนเกิดในองค์กร เพียงแต่ผู้บริหารเขาไม่ใส่ใจ ...ถึงได้มี Steve Jobs ให้เราเห็น ...ต้องเข้าถ้ำเสือ ต้องเป็นลูกน้อง เพื่อเข้าไปเรียนรู้และหาโอกาสในองค์กร

8. "ให้ฝึกเป็นผู้นำ อย่าฝึกเป็นผู้ตาม" ...ในโลกมีคนสองประเภทเท่านั้น คือ หนึ่ง ผู้นำ สอง ผู้ตาม ...ผู้นำ รวยกว่า ไม่ต้องฉลาดก็ได้ แต่ต้องรู้วิธีการนำ ..ผู้ตาม ส่วนใหญ่เป็นคนเก่ง เพียงแต่ไม่รู้วิธีการนำ จึงฝึกแต่เป็นผู้ตาม รอแต่คำสั่ง รอแต่หัวหน้า ...การฝึกเป็นผู้นำ คือ ฝึกนำ ...อะไรที่เราคิดว่าดี เราทำ แล้วถ้ามันดี เดี๋ยวคนอื่นตามเอง จุดเล็กๆ นี้ก็คือ วิถีผู้นำ ...ต้องฝึก ต้องนำ อย่าเอาแต่ทำตาม

9. "ลงทุนให้เป็น" ..เริ่มจาก "วางเงินให้ทำงานให้เป็น" ให้ศึกษาเรื่องออมในหุ้น ออมใน Asset ...สร้างเครื่องผลิตเงิน สร้างให้มันโตเรื่อยๆ แล้ววันนึงเราจะมีอิสรภาพทางการเงินจากสิ่งนี้ ..คนที่ลงทุนเป็น เขามีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณเสมอ ...ไม่ใช่เกษียณแล้วจะสบาย มันต้องสบายก่อนเกษียณต่างหาก

10. "อย่าหยุดฝัน" เพราะ ความฝันทำให้เรามีเป้าหมาย ..คนมีเป้าหมายคือ คนที่มีอนาคต ...สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มหยุดคุยเรื่องความฝัน แล้วนั่งคุยแต่เรื่องอดีต เราก็กำลังจะเป็นคนที่หมดอนาคต กลายเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ คุยแต่เรื่องอดีต ชอบแต่เรื่องน้ำเน่า ...ถ้าอยากมีอนาคต คุยกับคนที่ชอบคุยเรื่องอนาคต อ่านหนังสือที่กระตุ้นให้เรามองเห็นอนาคต ..ทำในสิ่งที่ท้าทาย ...เมื่อใดก็ตามที่งานเรามั่นคง เราเองนั่นแหละที่กำลังจะเป็นอดีต

อย่าหยุดฝัน ...ล้มแล้วลุก ...ยิ่งล้ม ยิ่งเก่ง ...อะไรง่ายๆ ให้คนอื่นทำ ...อะไรยากๆ ให้ "กู"

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

10/01/2018
10/01/2018

==วิธี "เก็บเงินอยู่" สำหรับพ่อแม่ชาวไทย==

ในยุคนี้ คนไทยส่วนใหญ่ เก็บเงินกันได้ยากมากๆ

บางคนถึงกับบอกว่า แค่ไม่มีหนี้ หรือมีหนี้แต่ยังมีปัญญาใช้คืน ... ก็ดีขนาดไหนแล้ว

ยิ่งอายุ 30 ปลายๆ ยัน 50 กว่าๆ ... วัยที่มีรายได้กำลังดี

แต่รายจ่ายนั้นก็ "มากมายสารพัด แน่นหนักดุจขุนเขา"
รายจ่ายใหญ่ๆอย่างพวก บ้าน หรือ รถ นั้น เข้าใจได้

จ่ายไปเรื่อยๆ ก็จะได้เป็น ไท พร้อมมีทรัพย์สินไว้ครอบครอง

แต่...ท่านเชื่อหรือไม่

หากลองลิสต์รายจ่ายรายเดือนของท่านออกมาดู จะตกใจ

ว่ามีค่าใช้จ่ายบางรายการ สำหรับครอบครัวคนไทย ที่ท่านไม่คิดว่าเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย ... ไม่เคยเขียม...ไม่ต้องคิดมากกับความคุ้มค่า ... จ่ายไม่ได้แล้วรู้สึกผิด...จ่ายเท่าไหร่ เท่ากัน ... ยิ่งจ่ายรู้สึกยิ่งได้ทำความดี

-------------------------------
นั่นคือ สิ่งที่จ่ายให้กับ "ลูก"
-------------------------------
หลายบ้านที่เจอมา

ค่าเทอมลูกอินเตอร์ ปีละ 6 แสนกว่า
ค่าเรียนเต้น
ค่าเรียนร้องเพลง
ค่าเรียนไวโอลิน เปียโน
ค่าเรียนจินตคณิต
ค่าเรียน Summer ต่างประเทศ
ค่าทัศนศึกษา
ค่าเรียน นู่น นี่ นั่น
ไม่นับข้าวของเครื่องใช้ชั้นดี ที่ซื้อประเคนลูก
ฯลฯ

เด็กประถม ยังมีค่าใช้จ่าย ปีละเหยียบล้าน
ถ้าคุณพ่อคุณแม่รวย จ่ายไหว ชิลล์ชิลล์ กับค่าใช้จ่ายเหล่านี้

ลุยเลยครับ (ตราบใดที่เด็กสนุก รับไหว ไม่เหนื่อย )

สิ่งที่พบเจอมากๆ คือ หากเด็กได้รับการจัดเต็ม ประเคนด้วยของชั้นดีตั้งแต่ยังเล็ก

จะ "มีแนวโน้มสูง" ที่เด็กจะเรียกร้อง "สิ่งที่ดีที่สุด" จากพ่อแม่ไปจนโต

-> โกโก้ธรรมดา กินไม่ได้ มันขมรสชาติห่วย... ต้องตาบั๊คโกโก้ปั่นโรยช้อคชิพราดวิปครีมคาราเมล แก้วละเกือบ 160

-> กระเป๋านักเรียนน้อมจิตต์ ใช้ไม่ได้ ถือแล้วผื่นขึ้น...ต้องกระเป๋านักเรียนหนังแท้ Jacob ใบละ 5,700 บาท

-> มือถือรุ่นธรรมดา ใช้ไม่ได้ เสียงไม่ชัด ภาพไม่คม... ต้องไอโฟน X หน้าใหญ่ 256 GB พร้อมปลอกคริสตัล ราคาเฉียดครึ่งแสน

ถึงตอนนั้น เราอาจจะโทษเด็กฝ่ายเดียว ว่ารสนิยมสูง ... คงไม่ได้

เพราะพ่อแม่เองก็มีส่วนสร้างให้เขาเป็นแบบนี้
-------------------------------------
ด้วยความที่พ่อแม่คนไทย รักลูกมาก ไม่แพ้ชาติใดในสากลโลก เลยทำให้เก็บเงินไม่อยู่...เพราะลงทุนกับลูกเยอะมาก
ผมเสนอให้แอบดูแนวคิด การสอนเรื่องเงิน ที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาสอนกัน ของเขาโรงเรียนสอน ... ของเราพ่อแม่ไทยต้องสอนเองนะ

มันมี 4 ขั้น อนุบาลยันมหาวิทยาลัย
1. เด็กอนุบาล-ประถมต้น ... "สอนออมเงิน"
หยอดกระปุก อดใจอย่าใช้เงินทะลุกระเป๋า อย่าหมดเงินกับกิฟท์ ติ๊กเกอร์ เบนเทน เอลซ่า หน้าโรงเรียน หยอดกระปุกให้ได้ทุกวัน เอาให้เคยชิน
2. เด็กประถมปลาย-ม.ต้น..."สอนใช้เงิน"
ต้องรู้จักของจำเป็น ของฟุ่มเฟือย รู้จักซ่อมของก่อนซื้อใหม่ รู้จักเทียบความคุ้มค่า ของแพงอาจจะใช้คุ้ม ของถูกอาจจะใช้ไม่คุ้ม ใช้เงินให้เป็น
3. เด็กม.ปลาย..."สอนให้รู้จักหาเงิน"
อาชีพที่ทำได้มันมีอะไรบ้าง อะไรได้เงินเยอะ อะไรได้น้อย รายได้หลายทางมันมีอะไรบ้าง บอกเขาครับว่า เด็กมหาลัยตปท.เขามีอิสระเสรีกับชีวิตเพราะ เขาหาเลี้ยงตัวเองด้วย ไม่ใช่แบบเด็กไทยที่ยังแบมือขอพ่อแม่ แถมยังร่ำร้องอิสระเสรีเพื่อความสนุกสนานด้วย
4. เด็กมหาลัย..."สอนให้รู้จักลงทุน" เขาต้องเข้าใจ time value of money ต้องรู้เรื่อง Risk & Return ต้องรู้เรื่อง Asset Class (หุ้น บอนด์ ...) Asset Allocation การจัดสรรความมั่งคั่ง และมีความเข้าใจในการลงทุนระยะยาว วางแผนการเงินให้ชีวิตตัวเองได้ ไม่ต้องเกาะพ่อแม่ จนบุพการีเหนื่อยใจ
ผมมั่นใจว่า การที่พ่อแม่มอบความรู้เหล่านี้ให้กับลูกของท่าน ไม่เพียงแต่เด็กจะโตขึ้นมาแบบ Money Smart Kids (เด็กฉลาดทางการเงิน) ...แต่ จะช่วยให้พ่อแม่ใช้เงินในสิ่งฟุ่มเฟือยกับลูกน้อยลงด้วย
พ่อแม่ควรต้องสอนลูกเรื่องเงิน ...

ไม่ต่างอะไรกับสอนลูกอาบน้ำ แปรงฟัน เก็บที่นอน... เพราะมันเป็นทักษะการดำเนินชีวิต

เพื่อสุดท้ายพ่อแม่จะได้เก็บเงินอยู่ แบบยั่งยืน ลูกๆดำเนินชีวิตแบบฉลาดรู้ทันการเงิน

ชีวิตเกษียณของท่าน จะมีสุขคูณสิบ

Image Credit : gilbertianrueda

เงินในกระเป๋าของคุณไว้ใช้ทำอะไร
16/12/2017

เงินในกระเป๋าของคุณไว้ใช้ทำอะไร

10 ข้อควรรู้ ‘เงินในกระเป๋าเอาไว้ทำอะไร’

ใครตอบว่า เงินเอาไว้แค่ซื้อของ นี่ลำบากละ ..เพราะเงินยุคใหม่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอาวุธ เป็นโซ่ตรวน ...ใครที่ไม่เข้าใจหรือใช้อย่างไม่เป็น มีหวังถูกจองจำด้วยอาวุธร้ายแรงชนิดนี้ได้

1. ‘ตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ’ ..แปลว่า เงินที่ดี ทุกคนต้องยอมรับ ..วันนี้เงินที่ยอมรับทุกประเทศก็เช่น ดอลลาร์ (อยากรู้ว่า เงินที่เรามี คนอื่นยอมรับไหม ต้องลองเอาไปใช้ซื้อของ ...อย่างเงินบาทเรา ใช้ในลาวได้ด้วย เริ่มมีคนยอมรับมากขึ้น)

2. ‘มีสภาพคล่องที่ดี’ ..สามารถเอามาใช้ได้เมื่อต้องการ ซื้อขายแลกเปลี่ยนคล่อง

3. ‘รักษามูลค่าของมันได้’ ..เรื่องนี้หลายคนไม่รู้ว่า เงินในปัจจุบันเริ่มมีปัญหาในการรักษามูลค่า มูลค่ามันลดลงอย่างต่อเนื่อง ..ตัวที่ทำให้มูลค่าเงินหายไป คือ ‘เงินเฟ้อ’

4. ‘ใช้ซื้ออิสรภาพของตัวเรา’ ...คนที่มีเงินมากพอ จะไม่ต้องทำงาน ก็เพราะเขามีเงินที่ซื้อเวลาของตัวเองออกมานั่นเอง ...ลูกจ้างทุกคนทำงานเพื่อเงิน ก็เพื่อหวังว่าวันนึง เขาจะมีเงินมากพอ ที่จะซื้ออิสรภาพของตัวเองออกมา

5. ‘ใช้ซื้อเวลาคนอื่น’ ...คนรวยและนายจ้าง เข้าใจเรื่องนี้ดี ...ในโลกนี้คนมีเวลาจำกัด ...การที่คนหนึ่งจะได้เปรียบอีกคนนึง ชีวิตดีกว่าอีกคน คนๆนั้นต้องรู้วิธีใช้เงินซื้อเวลาคนอื่น
..โลกนี้มีคนสองคน ..คนแรก คือ คนที่ขายเวลาให้คนอื่น ...คนที่สองคือ คนที่ซื้อเวลาคนอื่น - ‘คุณคือแบบไหน ?’

6. ‘ใช้เป็นอาวุธ’ ..อันนี้ฝรั่งใช้เก่ง ...ถ้าอยากให้ประเทศไหนอ่อนแอ ทะเลาะกัน ก็โยนเงินเข้าไปในประเทศ เดี๋ยวคนจะลุกขึ้นมาทะเลาะกันเอง ...พี่น้องฆ่ากันตาย มีแต่เฉพาะบ้านที่มีเงิน

7. ‘ใช้ซื้ออำนาจ’ ...ใครๆ ก็อยากมีอำนาจ มีตำแหน่ง ..ยุคนี้ใช้เงินซื้อทั้งหมดแหละ ยุคนี้เราถึงเรียกว่า ยุคทุนนิยม (นิยม ชมชอบ ในเงินทุน)

8. ‘ใช้ซื้อตัวตน’ ...ยุคก่อนที่จะมีเงิน การสร้างตัวตนให้คนยอมรับ ต้องลงมือทำ ต้องเป็นผู้นำ ต้องกล้าหาญ ต้องเสียสละ ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ...แต่ยุคนี้มีเงินปั๊บ จบเลย ทุกคนยอมรับทันที

9. ‘ใช้ดึงดูดเงิน’ ..เงินเหมือนแม่เหล็ก มันจะดึงดูดเข้าหากัน ..คนรวยถึงยิ่งรวย ...คนไม่มีเงิน ต้องผ่านโจทย์ที่ยากที่สุด คือ ต้องหาเงินก้อนแรกให้ได้ ...ล้านแรกจะดึงดูดล้านถัดๆไป และ ถัดๆไป

10. ‘เงินมาพร้อมภาระและปัญหา’ ...ไม่มีเงินที่ลอยมาเฉยๆ มันจะผูกกับภาระและความรับผิดชอบ ...นักแก้ปัญหา ถึงร่ำรวย ...แก้ปัญหาธุรกิจเก่งก็จะเป็นนักธุรกิจที่รวย เป็นต้น

10 ข้อนี้เป็นเพียงส่วนนึง ของความเข้าใจเงิน ...ยุคนี้ถ้าเราไม่ศึกษาและพยายามเข้าใจเงิน สุดท้าย เงินจะทำร้ายเรา

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

เหยื่อของวัตถุ
11/12/2017

เหยื่อของวัตถุ

10 องค์ประกอบที่ ‘ฝรั่งเข้าใจเรา แต่เราไม่ทันเขา’

‘ยิ่งศึกษาธุรกิจยุคนี้ ยิ่งพบว่า ...ฝรั่ง เขาเข้าใจคนเอเชียแบบทะลุไส้ ทำให้ของธรรมดา สามารถขายแพง ...เหมือนเราโดนหลอก แต่มันเป็นการตลาด และ ความเข้าใจ Customer Insight ที่ลึกซึ้งต่างกัน’
..นี่คือหลักฐาน 10 ข้อ ที่ชี้ให้เห็นว่า เราเข้าสู่ยุคของ Emotional Marketing เรียบร้อยแล้ว

1. ‘ของมีจำนวนจำกัด’ เช่น ของ Limited Edition ทำจำนวนเท่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

2. ‘วัสดุที่ทำ มีคุณภาพ’ เช่น กระเป๋า Hermes ทำจากจระเข้ ที่สัมผัสแล้วต้องอุทานทันทีว่า ‘เจส เข้!!’

3. ‘มีการประกอบ อย่างปราณีต’ ...รถ Roll Royce ใช้มือประกอบทั้งคัน

4. ‘มีองค์ประกอบที่มากกว่าสินค้าธรรมดา’ ...หีบห่ออลังการ , ป้ายสวย ...ซื้อสินค้า Apple แล้วแกะกล่อง จะรู้สึกถึงสัมผัสละมุน

5. ‘ออกแบบไม่เหมือนใคร’ ...นาฬิกา Panerai ดังได้ เพราะมันแปลกจริงๆ เหมือนเรือดำน้ำมากกว่านาฬิกา

6. ‘สร้างความแตกต่างที่โดดเด่น’ ...รถยนต์ Tesla สร้างมาให้ไม่มีอะไรเหมือนรถยนต์แบบเดิมเลย ...ครั้งแรกที่โลกรู้จัก iPhone ก็เริ่มแบบนั้นเหมือนกัน ‘โทรศัพท์บ้าอะไร ไม่มีปุ่มเลย ?’

7. ‘ต้องสร้างความต้องการให้มากแบบ Over เกินจำนวนสินค้า’ ...อย่างนาฬิกา Richard Mille ทุ่มเงินมหาศาลจ้างคนดังใส่ ตั้งราคาให้แพง แบบบ้าคลั่ง ...ถ้าเรือนละพัน คงไม่มีใครซื้อหรอก

8. ‘สร้างอารมณ์ เกินเอื้อมของคนธรรมดา’ ...แต่สร้างเพื่อขายคนธรรมดา ที่อยากเอื้อมให้ถึง ...ของ Luxury เกือบทั้งหมด ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายว่า ‘คนอย่างคุณซื้อไม่ได้หรอก!!’ ...พอกลุ่มเป้าหมายเห็นปั๊บ ต้องซื้อให้ได้ นี่แหละ โดนเข้าให้แล้ว !!

9. ‘กลุ่มลูกค้าที่สำคัญที่สุด คือ คนรสนิยมสูง รายได้ต่ำ’ ...คนเหล่านี้ต้องดึงดูด มาเป็นฐานลูกค้าให้ได้ เพราะนี่แหละ ลูกค้าหลักของ Luxury Market

10. ‘ระบบผ่อนที่จูงใจ’ ...วันนี้รถหรู อย่าง Benz , BMW หรือ แม้กระทั่ง Porches กำลังมาเล่นตลาดเงินผ่อน ...เพราะรู้ดีว่า คนมีเงินซื้อมันตลาดเล็กเกินไป ...แต่ตลาดใหญ่ของจริงหรือ ยอมเป็นหนี้ แล้วผ่อนตลอดไป

ลองเอา 10 ข้อนี้มาปรับใช้กับการสร้าง Brand Thai น่าจะดี !!

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

มือถือ
11/12/2017

มือถือ

10 สิ่งที่ทนได้ยากในยุคนี้ (จริงๆ)

1. ‘เราไม่สามารถออกจากบ้านโดยไม่เอาโทรศัพท์มือถือไปด้วย’ ..นี่ขนาดบ้านเรายังไม่ได้ใช้มือถือแทนกระเป๋าเงินแบบคนจีนนะ

2. ‘เวลาเงียบ ต้องหยิบมือถือขึ้นมา’ เช่น ในลิฟท์ ยิ่งยืนกับคนไม่รู้จัก ยิ่งต้องหยิบมือถือขึ้นมา

3. ‘เราเริ่มอารมณ์เสียที่ไม่มีเน็ต มากกว่าไฟดับเสียอีก’ ...ไฟดับช่างมัน มือถือห้ามดับ เพราะเมื่อไฟดับ เราจะหามือถืออย่างแรก

4. ‘เวลาตื่นนอน เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือเป็นสิ่งแรก’ ..คนติดบุหรี่ พอตื่นนอนจะรีบหาบุหรี่มาสูบ ..แต่เราทุกคนหาโทรศัพท์มาดู ติดหนักกว่าบุหรี่ !!

5. ‘เวลาไปพบปะพร้อมหน้ากับครอบครัว ถ้าไม่มีมือถือซวยแน่’ เพราะ พ่อ แม่ ลูก ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง ทุกคนจะเอามือถือขึ้นมา แทนการสนทนากัน

6. ‘ขอเบอร์มือถือหน่อย เป็นคำที่เชยสุดขีด’ ...เรากำลังรอวันที่ มนุษย์ได้จารึกไว้ว่า ครั้งนึงมนุษย์เราเคยคุยกันทางโทรศัพท์

7. ‘โจรกระจอกจะใช้การปล้น ขโมยของ ...แต่โจรขั้นเทพ แค่ขโมยมือถือคุณ เขาจะรู้ทุกอย่าง ...รู้นิสัย รู้พฤติกรรม รู้จักเรามากกว่าเรารู้จักตัวเอง’ ...แต่ถ้าอภิมหาโจร สามารถรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรา นิสัย ใจคอ การใช้เงิน ไปที่ไหน ...รู้ทั้งหมด ประมวลผล เอามาใช้ ควบคุมชีวิตเราได้ โดยที่เขาไม่ต้องเจอเราเลย

8. ‘ใครก็ตามที่ยังไม่รู้วิธีหาเงินจากมือถือ จะถูกทิ้ง ให้ล้าสมัยไปเรื่อย ทั้งวิธีหาเงิน การทำงาน และ ธุรกิจ’ ....ว่าแต่ ทำไมเรารู้จักแต่วิธีจ่ายเงินผ่านมือถืออ่ะ ? (หาเงินผ่านมือถือ ยังไง สอนหน่อย ?!?)

9. ‘เรารับรู้ ทุกอย่างจากมือถือ โดยที่เราไม่ต้องสนใจเลย’ ...สังเกตไหมเรารับรู้ ทุกเรื่อง ดราม่า น้ำเน่า ไร้สาระ ทุกเรื่องแบบอัตโนมัติ ...แต่เรื่องที่มีประโยชน์กับตัวเรา มันช่างยากเย็น

(ทำไมวะ ? - เรื่องไร้สาระรู้หมด - เรื่องมีประโยชน์มันมาไม่ถึงเรา)
..โดเรมอน วันนี้เสนอตอน “มือถือ เครื่องสแกนสิ่งเน่าให้เข้าตัว !!’

10. ‘มนุษย์ยุคนี้ไม่สามารถจะกินข้าว โดยไม่หยิบมือถือขึ้นมาด้วย’ ...สำคัญกว่าช้อนส้อม ..ยิ่งท่องเที่ยวเดินทาง มันสำคัญพอๆ กับ รองเท้า

ยุคนี้ เราอยู่ไม่ได้จริงๆ ถ้าไม่มีมือถือ ...แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งเล็กที่สำคัญข้างกายเรา มันสร้างประโยชน์ให้คนอื่น มากกว่าสร้างประโยชน์ให้เรา ...ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรารับจากมือถือ ทำให้เรา เสียเงิน มากกว่าทำเงิน ....ไร้สาระอัตโนมัติ มีสาระน้อยมาก

สรุปว่า ‘ใช้มือถือ อย่างมีสติ ..โห!! ยากไหมล่ะ ?’

เออ..ว่าแล้ว ขอก้มหน้าเล่นมือถือต่อนะฮะ ..555

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

23/10/2017

‘มีการทำงานรูปแบบนึง ที่ฮิตมากในโลกยุคนี้ คือ Open Source ...เดี๋ยว!! มันคืออะไร ? - แปลตรงๆ เลยนะ คือ ทำงานฟรีครับ’

ทำงานฟรีแบบ Open Source นี่เอง ที่สร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนโลก เช่น

Wikipedia ทุกวันนี้เราหาข้อมูลจาก Encyclopedia อันนี้ฟรี

Firefox คนจำนวน 350 ล้านคน ใช้เว็บเบราว์เซอร์อันนี้แบบฟรีๆ นี่ก็ Open Source

หรือ อย่าง ธนาคารเพื่อคนจน Grameen Bank ที่ก่อตั้งด้วยเงินไม่กี่บาท ของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตคนจนที่ไร้โอกาสด้วยธนาคารแห่งนี้ นาย Muhammad Yunus ..นี่ก็ Open Source

สรุปง่าย Open Source คือ แนวคิดรูปแบบใหม่ของศตวรรษที่ 21 ที่ถามคนว่า ‘คุณกับผม ลองมาทำอะไรร่วมกันเพื่อเปลี่ยนโลกไหม ?’ ...ในวงเล็บ แต่ไม่มีเงินให้นะ คุณทำฟรี ไม่มีค่าตอบแทน

ลองหันมาถามตัวเองว่า ‘ถ้าวันนี้มีคนมาเสนองานเปลี่ยนโลก ให้เราทำ แต่ทำฟรีนะ ..เราจะทำไหม ?’

(แน่นอน นี่ถามลอยๆ บางคนก็จะตอบว่า ทำ กับไม่ทำ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ..ทำไม Open Source สำเร็จ ? - ทำไมคนยอมทำงานฟรี ? - แล้วใครล่ะที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ?)

เอาล่ะ มาดูกัน

ทำไม Open Source สำเร็จ ? - ทำไมคนยอมทำงานฟรี ? - แล้วใครล่ะที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ?

...เอาจริงๆ Open Source ส่วนใหญ่ล้มเหลว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ..เราแค่อยากจะรู้ว่า เบื้องหลัง พวกคนรุ่นใหม่ ที่ชอบทำอะไรฟรีๆ มันมีเบื้องหลังอะไรต่างหาก

..จุดเริ่มต้น อาจจะเริ่มจากวงเหล้า หรือเวลาว่าง จากงานประจำ ...อย่างบริษัท Google เขาอนุญาตให้พนักงานใช้เวลา 20% ของเวลางาน ทำงานสร้างสรรค์อะไรก็ได้ที่อยากทำ ..เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอเมริกา เพราะบริษัทจำนวนมากใน Silicon Valley ก็ทำแบบนี้

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ที่ Open Source สำเร็จหลักๆ มาจาก

หนึ่ง ‘มันคือสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ’ (งานประจำเราทำเพราะจำเป็น แต่งานอาสาเราทำเพราะเราชอบ)

สอง ‘คนเราสนใจรางวัลที่ไม่ใช่เงินด้วย’ ..เงินสำคัญสุด แต่สังเกตดีๆ โดยเฉพาะคนยุคนี้ เงินไม่ใช่ทั้งหมด เราสนใจสิ่งที่ไม่ใช่เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เราสนใจ ประสบการณ์ , เราสนใจ Passion , เราสนใจการค้นหาตัวเอง ...สิ่งเหล่านี้อย่าไปคุยกับคนรุ่นก่อนนะครับ เขาจะบอกคุณว่า ‘ไอ้หนู อย่าไร้สาระ ข้าวจะไม่มีแดกละ อย่ามาคุยเรื่อง Passion’ (อ่ะนะ ก็มันมองคนละอย่าง ทำไงได้)

สาม ‘การต่อยอดซึ่งกันและกัน แบบเอาเงินไว้ทีหลัง มันง่ายกว่า’ ...ถ้าคุยธุรกิจ เอาเงินเป็นที่ตั้ง โอกาสที่สิ่งนั้นจะไม่เกิด ไม่ทำ มันสูงมาก เพราะ ธุรกิจมองความเสี่ยง มองความคุ้ม มองผลประโยชน์ที่ชัดเจน ลงตัว การเจรจา ต่อรอง ..โอ้ย!! ว่าดีลจะจบ โลกเขาไปไหนแล้ว !!!

(พวกบริษัทใหญ่ ที่ตามโลกไม่ทัน ก็ติดตรงนี้แหละ คุยแต่ผลประโยชน์ไม่จบซะที)

สี่ ‘ไม่มีเช้าชามเย็นชาม หรือคนอู้งานใน Open Source’ ...ในออฟฟิศเราเต็มไปด้วยคนที่ทำงานไปเรื่อยๆ ด้วยความเบื่อ ‘เช้าชาม เย็นชาม’ ก็ทนทำ เพื่อเงิน แต่ใน Open Source มันไม่ได้เงิน ถ้าไม่อยากทำจริง มันเลิกไปเลย ...ดังนั้น คนในทีม Open Source มักจะเต็มไปด้วยพลัง แม้ไม่ได้เงินก็ตาม

ห้า ‘สุดท้ายทุกคนได้ประโยชน์ในสิ่งนี้’ ...การทำ Open Source ส่วนใหญ่เกิดจากการรวมตัว แก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ที่มันทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น ...นี่คือ โจทย์ธุรกิจที่โคตรดี ...ดีกว่า ธุรกิจทั่วไปที่ไปหาของมาขาย จะหลอกขายลูกค้ายังไง ...ดีกว่าตั้งแต่โจทย์ตั้งต้นละ

ส่วนใหญ่คนที่มาร่วมกันจะเก่ง เพราะคนที่มีเวลาเหลือ ถ้าไม่ใช่คนตกงานไปเลย ก็จะคือ คนที่จัดสรรเวลาตัวเองเป็น หาเวลาว่าง แบ่งมาวิ่งตามความฝัน (ยุคนี้ผมให้เครดิตคนที่จัดสรรเวลาตัวเองได้ ว่าเป็นคนเก่ง เพราะนี่คือ ยุคของไม่มีใครมีเวลา)

สุดท้ายคนที่ร่วมกันทำ Open Source อันนี้ อาจไม่รวยทันที แต่ทุกคนจะได้ความรู้และประสบการณ์ในสิ่งใหม่ ..ซึ่งความรู้อันนี้แหละ จะทำให้เราโคตรรวย

ลองนึกซิ ถ้าคุณเป็น วิศวะกลุ่มแรกที่ออกแบบ Block Chain ...คุณสามารถสร้างอะไรต่อยอด ไปสมัครงานที่ไหนก็ได้ แม้กระทั่งเปิดบริษัทเอง

เอ่อ !! เล่าข้อดี ของการทำงานฟรี เพื่อเปลี่ยนโลก เปลี่ยนตัวเองแล้ว มีใครสนใจทำงานฟรีให้ผมไหม ? ....เดี๋ยวแลกเปลี่ยนกับความรู้ระบบเงิน ระบบทุน และหุ้นเอาไป ...ฮ่า ฮ่า

‘ความรู้ และ ประสบการณ์ ชนะเงินครับ นี่คือ โลกยุค Open Source ครับ’

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

22/10/2017

ทุกวันนี้สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับเด็กไทย คือการเติบโตมาใน #สังคมวัตถุนิยม ที่ตีคุณค่าของคนจาก วัตถุ เงินทอง 💰💵
เหตุหนึ่งเพราะ เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น โลกสังคมออนไลน์ ที่ทำให้คนเรามองกันแค่ภายนอก จากสิ่งที่โพสต์ลงโซเชียล 📱
ทำให้เด็กยุคใหม่กำลังก้าวเข้าสู่การมุ่งเน้นการสร้างเปลือกภายนอกให้ดูดี ✨ แต่ความดี และ จิตสำนึกภายในกลับถูกมองข้ามไป
#โรคมีแต่เปลือก เริ่มต้นจากครอบครัว ที่กำลังเลี้ยงลูกแบบวัตถุนิยม
ซึ่งเกิดขึ้นทั้งครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ปานกลาง และยากจน
หลายคนยอมติดหนี้ กู้เงิน เพื่อให้ลูกมี Smartphone 📱
หลายคนยอมอดมื้อกินมื้อมาตอบสนอง #กิเลส ให้ลูกตัวเอง
-ลูกฉันต้องมีของเล่นเหมือนเพื่อน 🎠
-ลูกต้องมี Smartphone เหมือนเพื่อน 📱
-ลูกต้องมีของแบรนด์เนมเหมือนเพื่อน 👜
-ลูกต้องมีรถขับไปเรียน 🚗
เพราะกลัวที่จะน้อยหน้า อับอายคนอื่น
แต่ผลกระทบที่จะส่งผลกับเด็กที่โตมาแต่เปลือก คือ
เด็กจะ #ไม่ค้นพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต เพราะ จะต้องแสวงหาของ วัตถุ มาประดับ เปลือกของตัวเองให้มีสีสันที่สวยงาม และกิเลสที่มากขึ้น จะส่งผลให้เด็กเรียกหาวัตถุจากพ่อแม่ ความกตัญญูด้วยจิตใจจะถดถอยลงไป
และสิ่งที่จะตามมา การตอบสนองความสุขของเด็กแต่ละคนจะถูกแทนที่ด้วย วัตถุ #รักมากต้องให้มาก ต้องมีมากเหมือนคนอื่น
ทางแก้ไขคือ พ่อแม่ต้องรู้ตัว และ ต้องรู้จักสอนให้ลูกรู้จัก #พอเพียง และสอนให้ลูกรู้จัก ว่า #คุณค่าของคนเราอยู่ที่ภายในใจ ไม่ใช่สิ่งของ ❤
สอนให้ลูกยืนด้วยตัวเองอย่าไหลไปตามกระแสสังคม
เพราะสิ่งเหล่านี้คือโรคร้ายที่กำลังทำลาย ประชากร อนาคตของชาติเราต่อไปในอนาคต


#ของเล่น #ของเล่นเสริมพัฒนาการ
----------------------------------------------
ติดตามบทความสำหรับเด็ก แนวทาง ข้อคิดในการพัฒนาการลูก ของเล่นพัฒนาการเด็กวัย 6 เดือน - 6 ปี
ได้อย่างรวดเร็วทาง
LINE : http://bit.ly/linebasicskilltoy ()

13/07/2017
07/07/2017

ที่อยู่

125/5 M. 10 Phahonyothin Road Maesai Chiangrai
Mae Sai
57130

เบอร์โทรศัพท์

+6653731462

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Maesai Hotelผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Maesai Hotel:

แชร์