24/01/2026
มหาษาลคาม...
ตอนที่ 4
มหาษาลคาม : จากเมืองชายขอบ สู่จังหวัดสมัยใหม่
(ผ่านไฟสงครามและการรวมศูนย์) (พ.ศ. 2408 – 2475)
หากประวัติศาสตร์อีสานตอนกลางในสามตอนก่อนหน้า
คือเรื่องของ “การอพยพ – การเลือกข้าง – การรวมคน”
ตอนที่สี่คือบทพิสูจน์ว่า รัฐชาติสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากแผนที่ หากเกิดจากการต่อรองที่ยาวนาน
และหนึ่งในกลไกสำคัญของการต่อรองนั้น คือ การส่งคนออกไปร่วมศึก ไม่ใช่การเป็นสนามรบเอง
**การตั้งเมืองมหาสาลคาม (22 สิงหาคม พ.ศ. 2408)
ในรัชสมัย รัชกาลที่ 4
จากบริบทที่เมืองร้อยเอ็ดมีประชากรหนาแน่น
และเพื่อจัดระเบียบกำลังคนในลุ่มน้ำชีตอนบน
ส่วนกลางจึงโปรดเกล้าฯ ให้แยกพื้นที่ออกไปตั้งเมืองใหม่
วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408 “บ้านลาดกุดยางใหญ่” ได้รับการยกฐานะเป็น
เมืองมหาสาลคาม (ต่อมาคือ มหาสารคาม) พร้อมแต่งตั้ง ท้าวมหาชัย (กวด)
เป็นเจ้าเมือง มีบรรดาศักดิ์ พระเจริญราชเดช เจ้าเมืองมหาสาลคาม
การตั้งเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่การขีดเส้นจากส่วนกลาง แต่คือการจัดวาง คน–ไพร่–ทรัพยากร
ให้รัฐสามารถเรียกใช้ได้จริงยามคับขัน และอีกนัยคือ การแบ่งอำนาจ เมืองร้อยเอ็ด มิให้แกร่งเกินไป หลังจกา บทเรียน ของรัตนโกสินทร์ ในช่วง สงคราม กรุงเทพฯ - เวียงจันทน์ ที่ผ่านพ้นไปยังไม่ถึง 40 ปี
**ท้าวมหาชัย (กวด) : เจ้าเมืองผู้ “ส่งคนออกไปรบ”
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐสยามต้องเผชิญแรงกดดันจากทั้งจักรวรรดินิยมตะวันตก
และความไม่มั่นคงจากกองกำลังจีนฮ่อทางลุ่มน้ำโขง แม้น "เมืองมหาสาลคาม" ไม่ใช่พื้นที่แนวรบ แต่เป็น เมืองกำลัง ที่ถูกเกณฑ์ไพร่พล ส่งกำลังคน ยุทธปัจจัย และที่สำคัญ — เจ้าเมืองออกนำทัพร่วมรบด้วยตนเอง ในช่วง ศึกปราบฮ่อ (พ.ศ. 2418–2420)
ท้าวมหาชัยได้รับแต่งตั้งให้ร่วมเป็นกำลังหลักของกองทัพฝ่ายสยาม
ปฏิบัติการในพื้นที่หัวเมืองลาวและลุ่มน้ำโขงตอนบน
พงศาวดารและเอกสารราชการระบุว่า ท้าวมหาชัยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการรบ
แต่ยังคงยืนหยัดไม่ถอนกำลัง พร้อมวาทะที่ถูกบันทึกเล่าต่อกันมาว่า
“กลับไปก็อายเขา เมื่อถึงที่ตาย ก็ขอให้ตายในที่รบ”
ถ้อยคำนี้มิใช่เพียงการยกย่องความกล้า แต่สะท้อน คติของรัฐจารีต ที่ผู้นำต้อง “รับภาระร่วมกับไพร่พล” ไม่ใช่สั่งการจากหลังแนวหน้า ท้าวมหาชัยถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ. 2421
และได้รับพระราชทินนามยาวเป็นพิเศษ สะท้อนสถานะที่ถูกยกย่อง เสมอเจ้าประเทศราช
จากคุณูปการด้านกำลังคนและความจงรักภักดี
** จากเจ้าเมือง → ข้าหลวง → จังหวัด
ภายหลังศึกฮ่อ รัฐสยามเร่งปรับโครงสร้างการปกครองหัวเมือง
เพื่อรวมศูนย์อำนาจและลดบทบาทเจ้านายท้องถิ่น พ.ศ. 2433 เริ่มส่งข้าหลวงต่างพระองค์
พ.ศ. 2440 ลดอำนาจเจ้าเมือง → ผู้ว่าราชการเมือง
พ.ศ. 2459 เปลี่ยน “เมือง” เป็น “จังหวัด” ทั่วประเทศ
เมืองมหาสาลคาม จึงถูกบรรจุเข้าเป็น จังหวัดมหาสารคาม ให้สังกัดมณฑลร้อยเอ็จ
ในโครงสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านนี้มิได้เป็นเส้นตรง
แต่เต็มไปด้วยแรงต้านและการต่อรองจากพื้นที่
4. เขตแดนที่ไม่เคยนิ่ง : การเมืองที่อยู่นอกแผนที่
เอกสารราชการปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ปรากฏข้อพิพาทเขตแดนระหว่าง เมืองสุวรรณภูมิ - เมืองมหาสารคาม กรณี เมืองพยัคฆภูมิพิสัย (นาข่า) โดนกล่าวหาจาก เมืองวาปีปทุมว่า รุกล้่ำแดนเมืองวาปี , กรณี พิพาทเมืองมหาสารคาม - เมืองกาฬสินธุ์, และแม้นแต่ เมืองมหาสารคาม - เมืองขอนแก่น - เมืองกาฬสินธุ์ เป็นต้น
แสดงให้เห็นว่า แผนที่จากส่วนกลางไม่อาจลบชุมชนเดิมได้
ท้ายที่สุด รัฐเลือก รับรองสภาพที่เป็นอยู่ แทนการรื้อถอน นี่คือการประนีประนอมระหว่างรัฐสมัยใหม่กับรัฐจารีต
"สารคาม" ยังดำรงอยู่ในฐานะจังหวัด แต่เมืองเอกอีก 2 แห่ง ต้องถูกยุบ ด้วย บริบทของโลกยุคล่าอาณานิคม ทำให้สยาม เสียทรัพยากรและหัวเมืองเดิมไปจำนวนมากก่อนหน้า การตั้งข้าหลวง และข้าราชการไปประจำหัวเมืองต่างๆ ยกเลิกระบบอาณาสี่ เจ้าเมืองลดบทบาท จากเป็น เจ้าคอยส่งส่วยให้สยาม กลายเป็น ผู้ต้องรับเงินเดือน หาก เจ้านายเมืองใด มีฝีมือและการศึกษาที่ดี มักจะได้รับราชการต่อเป็น ผู้ว่าราชการเมือง หากไม่มีความพร้อม กรุงสยามจะส่งข้าหลวงมากำกับ และปลดเจ้าเมืองเป็น เพียงที่ปรึกษา หรือ จางวาง การยุบ เลิก และการต่อรองเรื่อง เมืองใด ควรยุบและลดฐานะ เกิดขึ้น ทั่วหัวเมืองลาวในภาคอีสาน ของสยามประเทศ โดยเฉพาะ มณฑลร้อยเอ็จ ที่มีเมืองเอก ถึง 5 เมือง คือ ร้อยเอ็ด, กาฬสินธุ์, มหาสารคาม, กมลาไสย และสุวรรณภูมิ ด้วย แต่ละเมือง มีเมืองขึ้นไม่เท่ากัน เมืองกาฬสนธุ์ มีเมืองขึ้นมากที่สุด, รองลงมาคือ เมืองสุวรรณภูมิ, เมืองมหาสารคาม, เมืองกมลาไสย และเมืองร้อยเอ็ด ตามลำดับ หาก แต่ ร้อยเอ็ด เป็นที่ตั้งศูนย์กลางมณฑล แม้นมีข้อจำกัดว่า มณฑลร้อยเอ็จ อาจจะต้องยุบ ไม่สามารถมีจังหวัดได้ 5 จังหวัด การต่อรอง จึงเกิดขึ้น หากแต่ด้วย เจ้าเมืองมหาสารคาม ก่อนดำรงเจ้าเมือง เคยศึกษาที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง และเป็นพระสหายกับ พระโอรสของ ในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ต่อมา ได้ครองราชย์สมบัติเป็น รัชกาลที่ 6 ในสมัยต่อมานั้น นับว่า เป็น ทางบวกให้กับเมือง มหาสารคาม ที่มีเมืองขึ้น เพียง 2 เมือง ได้แก่ เมืองโกสุมพิไสย และเมืองวาปีปทุม ซึ่งปัญหาไม่ต่างจากเมือง ร้อยเอ็ด ที่แม้นเป็นศูนย์กลาง แต่กลับมีเมืองขึ้นเพียง 2 เมือง คือเมืองธวัชบุรี และอำเภอสระบุศย์ (อาจสามารถ) ส่วนเมืองกมลาไสย มีเมืองขึ้น เมืองเดียวเช่นกัน คือ เมืองเสลภูมิ การที่ต้องเลือก ยุบเมืองเป็น อำเภอ นั้น หากแต่การต่อรอง และบารมี ของเจ้ามณฑล บวกกับความสัมพันธ์ ที่ไม่อาจบันทึกทางตรงได้ และ การที่ เจ้าเมืองร้อยเอ็ด ในขณะนั้นมีศักดิ์ เป็นญาติผู้พี่เจ้าเมืองสุวรรณภูมิ และมีความสัมพันธ์กับเจ้าเมืองมหาสารคาม ที่ใกล้ชิด และเหตุผลที่หลายประการ ท้ายที่สุดแล้ว เมืองกมลาไสย ทั้งปวง จึงถูกยุบลง เป็นอำเภอ ให้ อำเภอเสลภูมิ มาขึ้น จังหวัดร้อยเอ็ด และ ยุบเมืองสุวรรรภูมิ ลง เป็น อำเภอให้ อำเภอที่ขึ้นกับ สุวรรณภูมิ ได้แก่ จตุรพักตร์พิมาน, พนมไพร, เกษตรวิสัย รวมทั้งสุวรรณภูมิ มาเป็นอำเภอ ขึ้นกับจังหวัดร้อยเอ็ด และ ให้ อ.พยัคฆภูมิพิสัย ไปขึ้นจังหวัดมหาสารคาม ส่วน อ.กันทวิไชย หรือกันทรวิชัย ให้โอนจาก จังหวัดกาฬสินธุ์มาขึ้น มหาสารคาม และต่อมาอีกไม่กี่ 10 ปี จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งจังหวัด ก็ถูกยุบให้เป็น อำเภอและโอนทุกอำเภอมาขึ้นกับจังหวัดมหาสารคาม
**มรดกของรัฐจารีตในจังหวัดสมัยใหม่
แม้หลัง พ.ศ. 2475 ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่โครงสร้างหลายอย่างของมหาสารคาม ยังคงสืบทอดจากอดีต ได้แก่
เครือญาติผู้ปกครอง การแบ่งอำเภอจากเมืองลูก บทบาทศาสนาและการศึกษา
อำนาจทางสังคมที่อยู่เหนือกฎหมายลายลักษณ์อักษร มหาสารคามจึงไม่ใช่
“จังหวัดที่รัฐสร้างขึ้น” แต่คือ จังหวัดที่ถูกต่อรองจนเกิด
บทสรุป - มหาสารคาม ไม่ใช่สนามรบ แต่คือเมืองที่ ส่งคนออกไปรบ
เพื่อรักษาที่ทางของตนในโครงสร้างรัฐ หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณไม่ได้เพียงอ่านประวัติศาสตร์ แต่กำลังเข้าใจ “กลไกของรัฐจารีต” ที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน
กดติดตาม กดแชร์ และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้เรื่องเล่าอีสานกลาง ยังคงมีชีวิต
ที่ เพจเจ้าแก้วมงคล เพื่อร่วมเรียนรู้เรื่องราวต่อไปด้วยกัน