22/08/2026
CK มีแบ็กล็อก 1.46 แสนล้าน…แล้วผู้รับเหมารายเล็กอย่างเราได้อะไร?
ถ้ามองข่าว CK มีงานในมือกว่า 146,300 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้อีก 3–4 ปี หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นข่าวดีเฉพาะบริษัทใหญ่
แต่ในมุมของ ภูเขาไฟ สร้างสรรค์ ผมมองว่า นี่คือสัญญาณที่ผู้รับเหมารายเล็กควรอ่านให้ออก
เพราะเมกะโปรเจกต์ไม่ได้สร้างงานให้เฉพาะผู้รับเหมาหลักเท่านั้น
เมื่อโครงการขนาดใหญ่เดินหน้า งานจำนวนมากจะถูกแตกออกเป็นงานย่อย งานเฉพาะทาง งานสนับสนุน งานเร่งด่วน งานแก้ไข และงานต่อเนื่องอีกหลายชั้น
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่...
“เราจะไปแข่งกับบริษัทใหญ่อย่าง CK ได้ไหม?”
แต่ควรเป็น...
«“เมื่อบริษัทใหญ่มีงานในมืออีกหลายปี งานส่วนไหนที่เขาต้องการทีมอย่างเราเข้าไปช่วยทำ?”»
นี่คือจุดที่ผู้รับเหมารายเล็กต้องเปลี่ยนวิธีคิด
เราอาจไม่ได้รับเหมาทั้งโครงการ แต่เราสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของโครงการได้
อาจเป็นงานโครงสร้าง งานอาคารประกอบ งานรั้ว งานระบายน้ำ งานสถาปัตยกรรม งานแก้ไขงาน งานเร่งรัดโครงการ หรือการจัดทีมแรงงานเฉพาะทาง
รายใหญ่ทำงานหลัก แต่โครงการขนาดใหญ่ยังต้องการคนอีกจำนวนมากมาช่วยทำให้งานเดินได้จริง
และนี่คือโอกาสของผู้รับเหมารายเล็ก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการมี “โอกาส” คือ เราต้องมีความพร้อม
บริษัทใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้รับเหมาช่วงที่แค่เสนอราคาถูกที่สุดเสมอไป
สิ่งที่เขาต้องการคือทีมที่ ทำงานได้จริง คุมคนได้ คุมต้นทุนได้ ส่งงานตรงเวลา และแก้ปัญหาหน้างานได้
ดังนั้น ภูเขาไฟ สร้างสรรค์ จึงต้องพัฒนาตัวเองจากคำว่า
“รับเหมาทั่วไป”
ไปสู่
«“ทีมงานมืออาชีพที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้โครงการได้”»
อีกบทเรียนหนึ่งที่สำคัญมากจากบริษัทใหญ่อย่าง CK คือเรื่องของ Backlog
บริษัทที่มีงานในมือ สามารถวางแผนคน วางแผนเครื่องจักร วางแผนเงิน และมองรายได้ล่วงหน้าได้
ผู้รับเหมารายเล็กก็ควรคิดแบบเดียวกัน
เราไม่จำเป็นต้องมีงานในมือระดับแสนล้าน
แต่ต้องพยายามสร้างงานต่อเนื่องให้เพียงพอ เพื่อให้ทีมไม่ว่างงาน และบริษัทไม่ต้องวิ่งหางานใหม่ทุกเดือน
อย่างไรก็ตาม การมีงานเยอะไม่ได้แปลว่าบริษัทแข็งแรงเสมอไป
ผู้รับเหมาหลายรายไม่ได้ล้มเพราะไม่มีงาน
แต่ล้มเพราะ รับงานมากเกินไป เงินจมอยู่ในหน้างาน ค่าแรงต้องจ่ายทุกวัน แต่งานยังเบิกเงินไม่ได้
เพราะฉะนั้น บทเรียนของภูเขาไฟจึงไม่ใช่แค่ “หางานให้มากขึ้น”
แต่คือ
«ต้องมีงานรอ มีระบบทำงาน และมีเงินสดพอที่จะพางานไปจนถึงวันที่เบิกเงินได้»
อีกเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือการอ่านโอกาสล่วงหน้า
ถ้าเรารู้ว่าพื้นที่ไหนกำลังจะมีรถไฟ ถนน ทางด่วน นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการรัฐขนาดใหญ่ เราไม่ควรรอให้โครงการเริ่มก่อสร้างก่อนแล้วค่อยวิ่งเข้าไปหางาน
เราควรเริ่มศึกษาให้เร็วว่า
โครงการอยู่ที่ไหน
ใครเป็นเจ้าของงาน
ใครมีโอกาสเป็นผู้รับเหมาหลัก
งานจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนไหน
และภูเขาไฟจะเข้าไปอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่งานได้บ้าง
คนอื่นรอประกาศงาน แต่เราควรรู้จักโครงการก่อนงานจะเริ่ม
นี่คือแนวคิดที่ ภูเขาไฟ สร้างสรรค์ ต้องนำไปต่อยอด
เราต้องเริ่มสร้างระบบติดตามโครงการ สร้างฐานข้อมูลผู้รับเหมารายใหญ่ สร้างเครือข่ายทีมงาน และพัฒนาระบบควบคุมแรงงาน ต้นทุน และความก้าวหน้าของงานให้ชัดเจน
เพราะในอนาคต บริษัทก่อสร้างไม่ได้แข่งกันแค่เรื่อง “มีคนเยอะกว่า”
แต่แข่งกันที่
ใครรู้ต้นทุนตัวเองดีกว่า
ใครบริหารทีมได้ดีกว่า
ใครแก้ปัญหาได้เร็วกว่า
และใครทำให้งานใหญ่เดินต่อได้โดยสร้างปัญหาน้อยที่สุด
สำหรับผม ข่าว CK จึงไม่ใช่แค่ข่าวบริษัทใหญ่มีแบ็กล็อก 1.46 แสนล้านบาท
แต่มันคือสัญญาณว่า งานโครงสร้างพื้นฐานยังมีโอกาส และผู้รับเหมารายเล็กยังมีพื้นที่อยู่ในระบบนี้
เราอาจไม่ได้เป็นคนรับงานทั้งโครงการ
แต่เราสามารถเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้โครงการเดินได้
และถ้าวันนี้เราทำงานเล็กให้ดี ส่งงานตรงเวลา คุมต้นทุนได้ และสร้างความเชื่อมั่นได้...
งานเล็กในวันนี้ อาจกลายเป็น Backlog ของภูเขาไฟในวันข้างหน้า
เป้าหมายของเราไม่ใช่โตให้เร็วที่สุด
แต่คือ...
«สร้างภูเขาไฟให้แข็งแรงพอที่จะรับงานที่ใหญ่ขึ้น โดยไม่ล้มเพราะโตเร็วเกินไป»
เมกะโปรเจกต์คือคลื่นลูกใหญ่
รายใหญ่คือเรือใหญ่
แต่ผู้รับเหมารายเล็กไม่จำเป็นต้องแข่งเป็นเรือใหญ่
เราต้องรู้ว่าจะอยู่ตรงไหนของคลื่น รู้ว่าจะรับงานช่วงไหน และเตรียมตัวให้พร้อมก่อนโอกาสจะมาถึง
#ภูเขาไฟสร้างสรรค์ #ธุรกิจก่อสร้าง #ผู้รับเหมารายย่อย #เมกะโปรเจกต์ #บทเรียนธุรกิจ