Dm-ค้าข้าวและสิ่นค้าอื่นๆ

Dm-ค้าข้าวและสิ่นค้าอื่นๆ บ้านตากอากาศกลางทุ่งนา

26/04/2026

💡 รู้หรือไม่..? ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ทำไมนักธุรกิจและมหาเศรษฐีชาวรัสเซียถึงหอบเงินทุนมหาศาลย้ายมาพักไว้ที่ "ประเทศไทย" มากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย?

ปรากฏการณ์ที่ชาวรัสเซียแห่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรีในภูเก็ต พัทยา และตั้งบริษัทในไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการประเมินความเสี่ยงอย่างรัดกุมของกลุ่มทุนรัสเซีย และการเดินเกมการทูตที่ชาญฉลาดของไทย

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุเบื้องหลัง ว่าทำไม "เม็ดเงินรัสเซีย" ถึงเลือกสยามเมืองยิ้มเป็นหลุมหลบภัยทางการเงินอันดับหนึ่ง

🇷🇺 ทำไมต้องเป็น "ประเทศไทย"?
1. จุดยืน "ความเป็นกลาง" ที่จับต้องได้จริง (Pragmatic Neutrality)
ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและยุโรปกดดันให้ทั่วโลกเลือกข้าง ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในนโยบายการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) รัฐบาลมอสโกและประธานาธิบดีปูตินรับรู้ดีว่า ไทยไม่ได้แสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ ไม่ได้เข้าร่วมการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) นอกเหนือจากมติของสหประชาชาติ ความเป็นกลางนี้สร้าง "ความไว้วางใจ" ให้นักธุรกิจรัสเซียรู้สึกปลอดภัยที่จะนำเงินมาลงทุนโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแทรกแซงทางการเมือง

2. ไม่มีการ "ยึดทรัพย์" เหมือนชาติตะวันตก (Asset Security)
นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด! ในโลกตะวันตก มหาเศรษฐีรัสเซีย (Oligarchs) และนักธุรกิจธรรมดาต่างเผชิญกับฝันร้ายจากการถูกอายัดบัญชี ยึดเรือยอร์ช ยึดคฤหาสน์ และระงับวีซ่า เพียงเพราะถือพาสปอร์ตอเมริกันหรือยุโรป
ในทางกลับกัน ประเทศไทยให้ความเคารพต่อ "สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล" (Private Property Rights) ตราบใดที่เงินทุนเหล่านั้นเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยและไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายยึดทรัพย์สินของชาวต่างชาติด้วยเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์ นี่คือสิ่งที่ดึงดูดเม็ดเงินรัสเซียได้อย่างมหาศาล

3. โครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตระดับโลก (Lifestyle & Infrastructure)
นอกจากความปลอดภัยทางการเงินแล้ว ไทยยังมีจุดแข็งเรื่องคุณภาพชีวิต ทั้งระบบสาธารณสุขระดับมาตรฐานสากล โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ สภาพอากาศที่อบอุ่นตลอดปี และนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวย (เช่น Thailand Privilege Card หรือ Long-Term Resident Visa) ซึ่งตอบโจทย์การย้ายถิ่นฐานของครอบครัวนักธุรกิจแบบครบวงจร

📊 บทวิเคราะห์: การเดินเกมที่ฉลาดของทั้งสองฝ่าย
มุมมองของนักธุรกิจรัสเซีย (Risk Diversification):
การย้ายฐานทุนมาไทยคือ "การกระจายความเสี่ยง" ที่ชาญฉลาด พวกเขาใช้ไทยเป็นฮับ (Hub) ในเอเชีย เพื่อเชื่อมต่อการทำธุรกิจกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบการเงินของชาติตะวันตก

มุมมองของประเทศไทย (Economic Pragmatism):
การเปิดรับเม็ดเงินเหล่านี้ ถือเป็นผลประโยชน์แห่งชาติทางเศรษฐกิจ (Economic National Interest) เงินทุนจากรัสเซียช่วยกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการท่องเที่ยว และเกิดการบริโภคภายในประเทศอย่างมหาศาลในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาสมดุล (Balancing Act) ระหว่างการเป็นมิตรกับตะวันตก และการเปิดประตูรับขั้วอำนาจใหม่ได้อย่างแนบเนียน

⚖️ เหรียญย่อมมีสองด้าน: ความท้าทายที่ไทยต้องระวัง
แม้เม็ดเงินมหาศาลจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาค แต่ไทยก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอย่างรัดกุม:

ค่าครองชีพและราคาที่ดิน: ราคาอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตและพัทยาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจส่งผลกระทบต่อคนท้องถิ่นในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย

ธุรกิจสีเทาและนอมินี: รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดธุรกิจผิดกฎหมาย หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทน (Nominee) ในการผูกขาดธุรกิจท้องถิ่น

แรงกดดันจากตะวันตก: แม้ไทยจะเป็นกลาง แต่หากกระแสเงินหลั่งไหลเข้ามามากเกินไป อาจถูกจับตามองหรือได้รับแรงกดดันทางการทูตจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปได้ในอนาคต

บทสรุป
การที่นักธุรกิจรัสเซียเลือกไทยเป็นหมุดหมายอันดับ 1 ในเอเชีย เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า "ความมั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศและความปลอดภัยของสินทรัพย์" คือแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่ทรงพลังที่สุดในยุคที่โลกแบ่งขั้ว การยืนหยัดในความเป็นกลางอย่างมีชั้นเชิงของไทย ไม่เพียงแต่รักษาสันติภาพ แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล

สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือ รัฐบาลไทยจะบริหารจัดการผลประโยชน์เหล่านี้อย่างไร ให้เม็ดเงินต่างชาติกระจายรายได้สู่คนไทยในวงกว้าง และปกป้องคนท้องถิ่นไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายกึ๋นของผู้บริหารประเทศ

#ทางเลือกประเทศไทย

25/04/2026

เจ้าสัวธนินท์ ทำอย่างไร ให้ได้ 7-Eleven มาเปิดในไทย | BrandCase

รู้หรือไม่ ประเทศไทย เกือบจะไม่มี 7-Eleven
เพราะเจ้าของแบรนด์ในสหรัฐอเมริกา บอกว่า GDP ต่อหัวของคนไทย ยังน้อยเกินไป ถ้าเอา 7-Eleven ไปเปิด ก็เตรียมตัวขาดทุนได้เลย

แต่สุดท้าย คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ก็สามารถเจรจา จนนำ 7-Eleven มาเปิดในไทยได้สำเร็จ
โดยเปิดสาขาแรกในปี 2531 ที่บริเวณพัฒน์พงศ์
และปัจจุบัน 7-Eleven กลายเป็นเชนร้านสะดวกซื้อ ที่ใหญ่สุดในไทย ทำกำไรต่อปีได้มหาศาล

แล้วเรื่องราวตอนนั้นเป็นอย่างไร
เจ้าสัวธนินท์ ไปเจรจาอย่างไร ให้ได้ลิขสิทธิ์ร้าน 7-Eleven มาเปิดในไทย ?
BrandCase จะสรุปเรื่องนี้ให้ฟัง แบบเข้าใจง่าย ๆ

เรื่องนี้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว
ของคุณธนินท์เอง

คุณธนินท์เล่าว่า ได้ไปเห็นโมเดลร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกาแล้วชอบ ทำให้อยากที่จะนำเข้ามาเปิดที่ไทย

อย่างไรก็ตาม พอได้คุยกับทางบริษัทแม่ คือเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น พวกเขาได้กล่าวปฏิเสธคุณธนินท์ โดยให้เหตุผลสำคัญคือ GDP ต่อหัวของไทย ยังต่ำมาก

แต่คุณธนินท์ก็ยังไม่ยอมแพ้ โดยเขาได้เชิญสองพี่น้องผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven มายังประเทศไทย
ซึ่งทริปนั้น ก็สร้างความประทับใจให้คนทั้งสองเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพี่น้องก็ยังยืนยันคำเดิมว่า
เขาต้องการเตือนคุณธนินท์ด้วยความหวังดีว่า GDP ต่อหัวของไทยยังต่ำเกินไป หากเอา 7-Eleven มาเปิด ก็จะมีแต่ขาดทุน
แต่ถ้าคุณธนินท์ ยังยืนยันที่จะเปิด พวกเขาก็จะยินยอมและไม่เปลี่ยนแปลงอะไรอีก

ถ้าลองดู GDP เฉลี่ยต่อหัวของไทย กับ สหรัฐอเมริกา ในปี 2531
สหรัฐอเมริกา 786,229 บาท ต่อหัว ต่อปี
ไทย 41,226 บาท ต่อหัว ต่อปี

ซึ่งคุณธนินท์ ก็ยังยืนยันคำเดิมเหมือนกัน ว่าจะเอา 7-Eleven มาเปิดในไทยให้ได้

แล้วอะไรที่ทำให้คุณธนินท์เชื่อมั่นว่า 7-Eleven จะประสบความสำเร็จในไทย

- ประการแรก คือ ความพร้อมด้านอื่นที่ไม่ใช่แค่ รายได้ต่อหัวของประชากร

ทั้งสองพี่น้องมองว่า GDP ต่อหัวของไทยนั้นยังต่ำเกินไป ซึ่งคุณธนินท์มองว่า ถึงแม้ว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสหรัฐอเมริกา จะมีตัวเลข GDP ต่อหัวของประชากรที่สูง
แต่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีประชากรหนาแน่นในบางพื้นที่ เหมือนกับประเทศไทย

ประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนที่เจริญแล้ว จะมีประชากรหนาแน่นค่อนข้างมาก
และถึงแม้ว่า GDP ต่อหัวของไทยจะไม่ได้สูงเท่ากับสหรัฐอเมริกา แต่โอกาสที่คนจะเข้ามาใช้บริการนั้นกลับมีมากกว่า

คุณธนินท์เล่าว่า ได้ลงทุนไปนับคนด้วยตัวเองที่เขตพระโขนง
ว่าจะมีคนเดินผ่านหน้าร้านกี่คน ซึ่งก็ได้ผลสรุปออกมาว่า แม้รายได้ต่อหัวของเราจะต่ำกว่าเขาจริง แต่ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนคนที่เดินเข้าร้าน

ในสหรัฐอเมริกามีคนเดินเข้าร้าน 1 คน ในไทยจะมีคนเดินเข้าร้าน 10 คน

ดังนั้นเมื่อรวมรายได้แล้ว ถึงแม้ว่ายอดซื้อต่อคนอาจจะไม่มากเท่าที่สหรัฐอเมริกา แต่ด้วยปริมาณคนที่เข้าร้านมากกว่า ทำให้ยอดขายที่ออกมาไม่แพ้กันเลย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของต้นทุนต่าง ๆ ที่ถูกกว่าสหรัฐอเมริกาด้วย ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าที่ดิน หรือค่าแรง ที่ถูกกว่าหลายเท่า ทำให้มีโอกาสในการขยับขยาย และทำกำไรได้ดีกว่า

- ประการที่สอง คือ ความใหม่

ในสมัยก่อนที่จะมี 7-Eleven นั้น คนส่วนใหญ่ก็จะซื้อของจากร้านค้าปลีก แบบโชห่วย
ซึ่งอาจจะไม่ได้มีสินค้าครบทุกอย่าง หรืออยู่ในตึกสำนักงานใกล้ ๆ

ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสของ 7-Eleven ที่จะไปเจาะกลุ่มลูกค้า ที่มีรายได้ที่สูงขึ้น และต้องการหาความสะดวกสบาย เพราะตัวร้าน 7-Eleven เองก็ไม่ได้ขายในราคาที่ถูกกว่าร้านโชห่วยทั่ว ๆ ไป

โดยคุณธนินท์กล่าวว่า เมื่อคนมีรายได้สูง พวกเขาจะไม่ได้ดูแค่เรื่องราคาเท่านั้น แต่พวกเขายังมองเรื่องความสะดวกสบายอีกด้วย

และสุดท้ายคุณธนินท์ก็เริ่มต้นเซ็นสัญญากับเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น เจ้าของ 7-Eleven ในปี 2531 และเปิดสาขาแรกที่บริเวณพัฒน์พงศ์

จนปัจจุบัน 7-Eleven ในไทย มีทั้งหมด 15,945 สาขา มียอดขายเฉลี่ยต่อสาขาต่อวันราว 84,000 บาท
และสร้างรายได้ มากกว่า 462,000 ล้านบาท ในปีผ่านมา..

25/04/2026

เจ้าของ ส. ขอนแก่น คนทำโปรเจกต์ “ไก่ย่างห้าดาว” ให้เครือ CP | BrandCase
-รู้หรือไม่ ชื่อแบรนด์ “ส. ขอนแก่น” ไม่ใช่แบรนด์ที่เกิดในขอนแก่น แต่ย่อมาจาก “สินค้าจากขอนแก่น” เพราะผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ เริ่มจากการรับสินค้าจาก ขอนแก่น มาขายในกรุงเทพมหานคร

อีกเรื่องน่าสนใจคือ คุณเจริญ รุจิราโสภณ ผู้ก่อตั้ง ส. ขอนแก่น คือคนที่ปลุกปั้นโปรเจกต์ “ไก่ย่างห้าดาว” ให้เครือ CP

เรื่องราวในตอนนั้น เป็นอย่างไร ?
BrandCase สรุปให้ แบบเข้าใจง่าย ๆ

คุณเจริญ รุจิราโสภณ เกิดมาในครอบครัวชาวจีนที่มีฐานะ แต่เพราะธุรกิจที่บ้านเจอผลกระทบจากปัญหาด้านการเมือง ทำให้สถานะทางการเงินพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ

คุณเจริญ ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก แต่ถึงจะลำบากอย่างไร คุณเจริญ ก็สามารถสอบเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการได้

โดยโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ มีหลักสูตรการสอนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในสมัยนั้นนับเป็นสถาบันการศึกษาที่มีการแข่งขันสูงมาก

และหลังเรียนจบก็ได้ทำงานกับ เอสโซ่ บริษัทน้ำมันต่างชาติ ด้วยเงินเดือนที่สตาร์ตสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตอนนั้น

แต่เพราะคุณเจริญมีความคิดที่อยากเป็นเถ้าแก่ และอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
เขาจึงลาออกจากบริษัทใหญ่ และย้ายสายงานไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหาบริษัทที่จะทำให้เขาได้ประสบการณ์และมีช่องทางในการเป็นเจ้าของธุรกิจ

อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนของคุณเจริญ ขอให้เขาไปสัมภาษณ์งานเป็นเพื่อน
และบริษัทที่จะไปก็คือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์

ด้วยเหตุบังเอิญหรือความโชคดีก็ไม่รู้..
ปรากฏว่า คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ให้ HR ติดต่อและทาบทาม คุณเจริญ ให้ไปทำงานด้วยกันที่ CP เพราะเห็นว่ามีประสบการณ์การทำงานกับ บริษัทใหญ่และมีชื่อเสียงมาก่อน

ในตอนแรก คุณเจริญ ได้ปฏิเสธไป เพราะคุณแม่ของเขาไม่อยากให้ไปขายไก่เพราะกลัวบาป

แต่ถึงอย่างนั้น ฝั่ง CP ก็ไม่ละความพยายาม ส่ง HR มาทาบทามเขาอีก 2-3 ครั้ง
จนครั้งสุดท้าย คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ยื่นข้อเสนอให้คุณเจริญไปว่า

“ไม่ขายไก่ก็ได้ถ้ากลัวบาป แต่มาขายไข่ไก่แทนไหม ? ไม่บาปหรอก”

ครั้งนี้คุณแม่ของคุณเจริญก็เห็นด้วย และการเข้าไปพูดคุยในบริษัท CP ทำให้คุณเจริญเห็นกระบวนการทำงานภายใน จนทำให้เขาตัดสินใจอยากเข้าไปทำงานกับ CP

เส้นทางของเขาใน CP จึงเริ่มต้นขึ้น ด้วยตำแหน่งแรกคือ “ผู้จัดการขายไข่ไก่” ในวัย 28 ปี

จากเดิมที่เคยทำงาน 5 วัน พอมาทำงานที่ CP ต้องทำงานมากขึ้นเป็น 6 วัน
จากที่เคยใส่สูทผูกเนกไทไปออฟฟิศ ก็ต้องใส่เสื้อยืดกางเกงยีน คีบรองเท้าแตะ ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้าตลาดสดตั้งแต่ตี 5

แต่การทำงานที่ CP ก็ทำให้คุณเจริญได้ประสบการณ์การทำงานที่คุ้มค่ามากทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงหนึ่งที่ CP เริ่มสนใจธุรกิจอาหารคน (ตอนแรก CP ทำแค่อาหารสัตว์)

ซึ่งคุณเจริญคนนี้นี่เอง ที่เป็นคนเสนอโปรเจกต์ “ไก่ย่างห้าดาว” ขึ้นมา..

โดยในตอนนั้นคุณเจริญคิดว่า เนื้อไก่ที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน
แต่ถ้าทำการแปรรูป ทำการปรุงรสชาติให้ไก่ของ CP มีความอร่อยและความหอมมากกว่าไก่ทั่ว ๆ ไป
ก็จะเป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มให้ไก่ของ CP ได้

ซึ่งหลังจากสร้างมูลค่าให้สินค้าได้แล้ว ก็คิดต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ขายได้ ?
และคำตอบที่ได้ในตอนนั้นก็คือ การขยายแบรนด์ในรูปแบบ แฟรนไชส์

ช่วงเวลาที่คุณเจริญได้ทำงานให้กับ CP มีหลายครั้งที่ช่วยแจ้งเกิดให้สินค้าของ CP ไม่ว่าจะเป็น
ไก่ย่างห้าดาว หรือลูกชิ้นไก่เชลล์ชวนชิม

มาถึงตรงนี้ ตำแหน่งของคุณเจริญก็ไม่ได้อยู่แค่ผู้จัดการขายไข่ไก่ แต่ขึ้นเป็น พนักงานตำแหน่งสูงระดับที่ 3 เป็นรองแค่คุณธนินท์ซึ่งอยู่ระดับที่ 1 และหัวหน้างานระดับที่ 2 เท่านั้น

ซึ่งหลังจากที่คุณเจริญได้ทำงานกับ CP มานานถึง 10 ปี เขาตัดสินใจก้าวออกมาเริ่มเส้นทางเถ้าแก่ของเขาเอง

โดยธุรกิจที่คุณเจริญเลือกก็คือ ธุรกิจอาหาร เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าคนเราจะรวยขึ้นหรือจนลง ทุกคนก็ต้องกินอยู่ดี
แต่ถึงแม้จะเคยทำงานกับ CP มาก่อน คุณเจริญ ก็ไม่ได้คิดที่จะผลิตสินค้าที่เหมือนกับ CP เสียทีเดียว

เมื่อ CP เน้นขายไก่ตอนนั้น คุณเจริญจึงเลือกขายสินค้าเกี่ยวกับหมูแทน

เริ่มจากทดลองผัดหมูหย็องกับภรรยา ขายอยู่แถวมาบุญครอง บางวันก็ขายตามตลาดสดดินแดง

ต่อมาก็เริ่มรับสินค้าพวกหมูยอ, กุนเชียง, หมูหย็อง หรือหมูแผ่น จากขอนแก่นมาขายในกรุงเทพมหานคร

โดยติดป้ายสินค้าว่า “ส. ขอนแก่น” ซึ่งย่อมาจาก “สินค้าจากขอนแก่น” และเป็นชื่อแบรนด์ของคุณเจริญเอง

จากที่ขายหน้าห้างหรือตามตลาดสด ก็กระจายเข้าไปขายในห้างสรรพสินค้า

จากที่ต้องเช่าห้องแถวเล็ก ๆ เพื่อผลิตสินค้า ก็เปลี่ยนไปเป็นโรงงานที่สามารถผลิตได้จำนวนมากแทน

และจากห้างหุ้นส่วนจำกัด ธุรกิจก็ขยายกลายเป็น บริษัทมหาชน ในที่สุด

ปัจจุบันธุรกิจของ ส. ขอนแก่น ไม่ได้มีแค่อาหารแปรรูปอย่าง หมูหย็อง หรือหมูยอเท่านั้น
แต่ยังมีสินค้าอื่น ๆ เช่น แหนมหมู, ลูกชิ้นหมู, ลูกชิ้นกุ้ง, ลูกชิ้นปลา และขนมทานเล่น

อีกทั้งยังมีแบรนด์ร้านอาหารในเครืออีก 2 แบรนด์ คือ แซ่บคลาสสิก และขาหมูยูนนาน

ซึ่งตอนนี้สินค้าของ ส. ขอนแก่น ก็ไม่ได้ขายแค่ในประเทศแล้ว แต่ยังส่งออกไปขายต่างประเทศ และมีการว่าจ้างผู้ผลิตในต่างประเทศ เช่น ในเนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์ ผลิตสินค้าในนาม ส. ขอนแก่น

นอกจากนั้น ส. ขอนแก่น ยังมีฟาร์มสุกรเป็นของตัวเอง

มาวันนี้ ส. ขอนแก่น เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย มีรายได้ในปีที่ผ่านมา กว่า 3,548 ล้านบาท กำไรกว่า 135 ล้านบาท..

25/04/2026

พอแล้ว.. รวยไม่ไหวแล้ว! ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยทองคำ? หากเอาเงินมาแชร์แบ่งกันเราจะรวยกันคนละ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเลย!... ในห้วงอวกาศลึกระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี มีวัตถุหนึ่งที่กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่านักดาราศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลก นั่นคือ ดาวเคราะห์น้อย 16 ไซคี (16 Psyche) ซึ่งถูกค้นพบโดย อันนิบาเล เดอ กัสปาริส (Annibale de Gasparis) เมื่อปี 1852
โดยมีกระแสข้อมูลระบุว่ามันอาจประกอบด้วยทองคำและแร่ธาตุที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 700 ควินทิลเลียน (Quintillion) ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากตัวเลขนี้เป็นจริง มูลค่าของมันจะสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศรวมกันทั้งโลกหรือ จีดีพี (GDP) ที่มีอยู่ประมาณ 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หลายล้านเท่าตัว!
หากเราสามารถลากดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 200 กิโลเมตรดวงนี้กลับมายังโลกและนำแร่ธาตุมาแบ่งให้ประชากรทุกคนบนโลกที่มีอยู่ประมาณ 8,000 ล้านคนอย่างเท่าเทียม เราแต่ละคนจะได้รับเงินสูงถึงคนละประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเลย! หรือกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีในพริบตา
ทว่าในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์จากการศึกษาของ ลินดี เอลคินส์-แทนตัน (Lindy Elkins-Tanton) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำภารกิจไซคีขององค์การนาซา (NASA) พบว่าองค์ประกอบหลักของมันคือ เหล็ก (Iron) และ นิกเกิล (Nickel) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนแกนกลางของดาวเคราะห์ที่หลงเหลืออยู่จากยุคเริ่มแรกของระบบสุริยะ
แม้ว่าอาจจะมีธาตุมีค่าอย่าง ทองคำ (Gold) หรือ แพลทินัม (Platinum) ปะปนอยู่บ้างในระดับร่องรอย (Trace elements) แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีปริมาณมหาศาลตามตัวเลขไวรัลดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้นหากสถานการณ์ที่เรามีความสามารถลากแร่ธาตุเหล่านี้กลับมาโลกได้จริง กลไกตามหลักเศรษฐศาสตร์เรื่อง อุปสงค์และอุปทาน (Supply and Demand) ก็จะเริ่มทำงานของมันเอง เมื่อมีปริมาณโลหะท่วมทลาดล้นตลาดจนความหายากหมดไป มูลค่าของมันจะดิ่งลงจนแทบไม่มีค่าในทันที
ปัจจุบันยานอวกาศไซคีของนาซาซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2023 กำลังอยู่ระหว่างการเดินทางและคาดว่าจะไปถึงเป้าหมายในปี 2029 เพื่อพิสูจน์ความลี้ลับของวัตถุโลหะดวงนี้ ซึ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจกำเนิดของโลกเรามากกว่าการขุดสมบัติเชิงพาณิชย์ครับ

[แหล่งอ้างอิง]
[1] Elkins-Tanton, L. T., et al. (2020). Observations, meteorites, and models of a planetesimal core: An overview of the Psyche mission. Journal of Geophysical Research: Planets.
[2] NASA Jet Propulsion Laboratory. (2023). Psyche Mission Overview and Launch Press Kit.
[3] Cambioni, S., de Kleer, K., & Shepard, M. (2022). The Heterogeneous Surface of Asteroid (16) Psyche. Journal of Geophysical Research: Planets.
[4] Shepard, M. K., et al. (2021). Asteroid 16 Psyche: Shape, Features, and Global Map. The Planetary Science Journal.
[5] สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2566). นาซาส่งยาน Psyche สำรวจดาวเคราะห์น้อยโลหะ.
#ดาราศาสตร์ #อวกาศ #ดาวเคราะห์น้อย #ขุดเหมืองอวกาศ #วิทยาศาสตร์ #ความรู้รอบตัว #เศรษฐศาสตร์

23/04/2026
23/04/2026

💡 รู้หรือไม่..? มีการประเมินและตั้งความหวังกันว่า โครงการ "รถไฟความเร็วสูง (High-Speed Rail)" อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ดันให้ภาคอีสานมี GDP ต่อหัว (GDP per capita) เติบโตขึ้นถึง 40% ภายใน 10 ปี! 🚄💨

หลายคนตื่นเต้นกับตัวเลขนี้ และตั้งคำถามว่า "นี่คือจุดเปลี่ยนที่จะทำให้อีสานเจริญเทียบเท่าภาคกลางได้เลยใช่ไหม?" วันนี้เรามาวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องนี้กันแบบมองตามความเป็นจริงครับ

📈 ทำไมรถไฟความเร็วสูงถึงดัน GDP อีสานให้โตได้ถึง 40%?
การเติบโตระดับนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะรถไฟความเร็วสูงไม่ได้ขนแค่ "คน" แต่ขน "โอกาส" มาด้วย:

เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor): เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เชื่อมไทยเข้ากับลาวและจีน เปิดประตูการค้าชายแดนและการส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมได้มหาศาล

การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี (TOD): เมืองใหญ่อย่าง โคราช ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย จะเกิดการลงทุนสร้างศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย และย่านธุรกิจใหม่รอบๆ สถานี สร้างงานในพื้นที่ได้อีกเพียบ

ปลดล็อกการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ (โดยเฉพาะจากจีน) สามารถเดินทางเข้าสู่หัวเมืองอีสานได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เม็ดเงินจะสะพัดเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

🤔 แล้วจะ "เจริญเทียบเท่าภาคกลาง" ใน 10 ปี ได้จริงหรือ?
ตรงนี้ต้องขออนุญาต "เบรก" และมองตามหลักความเป็นจริงครับ

แม้การเติบโต 40% จะเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนอีสานได้อย่างก้าวกระโดด แต่การจะให้ "เท่ากับภาคกลาง" ภายใน 10 ปีนั้น เป็นไปได้ยากมากครับ สาเหตุเพราะ:

ฐานเริ่มต้น (Baseline) ต่างกันลิบลับ: ปัจจุบัน GDP ต่อหัวของภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑล) สูงกว่าภาคอีสานหลายเท่าตัว ต่อให้อีสานโตขึ้น 40% แต่ในช่วง 10 ปีเดียวกัน ภาคกลางก็ไม่ได้หยุดนิ่งและยังคงเติบโตต่อไป ช่องว่างนี้จึงยังคงมีอยู่

โครงสร้างพื้นฐานโดยรวม: ภาคกลางมีท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และศูนย์กลางทางการเงินที่สั่งสมมาหลายสิบปี ซึ่งรถไฟความเร็วสูงเพียงเส้นทางเดียวไม่สามารถชดเชยโครงสร้างเหล่านี้ได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น

🛤️ อีสานต้องทำอะไรเพิ่ม เพื่อไปให้ถึงศักยภาพสูงสุด?
รถไฟความเร็วสูงคือ "เครื่องยนต์" ชั้นดี แต่จะวิ่งฉิวได้ต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย:

ระบบขนส่งรอง (Feeder Systems): ต้องมีรถเมล์ รถสองแถว หรือรถไฟท้องถิ่น ที่เชื่อมต่อคนจากอำเภอรอบนอกเข้ามาที่สถานีรถไฟความเร็วสูงได้อย่างสะดวก ไม่อย่างนั้นความเจริญจะกระจุกตัวอยู่แค่ในตัวเมือง

ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling): ต้องเตรียมพร้อมคนในพื้นที่ให้รองรับอุตสาหกรรมบริการ โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ปล่อยให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว

สนับสนุน SME ท้องถิ่น: รัฐต้องมีนโยบายช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตไปกับรถไฟได้ ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่จากส่วนกลางหรือต่างชาติเข้ามาฮุบผลประโยชน์ไปหมด

สรุปก็คือ: รถไฟความเร็วสูงเป็น "จุดเริ่มต้นแห่งยุคทองของอีสาน" อย่างแท้จริงครับ มันจะสร้างความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำได้มหาศาล แม้อาจจะยังไม่สามารถพลิกให้เจริญเท่าภาคกลางได้ภายใน 10 ปี แต่มันคือการวางรากฐานที่ถูกต้อง เพื่อให้อีสานยืนหยัดด้วยเศรษฐกิจของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคตครับ ภูมิภาคนี้มีศักยภาพอีกเยอะมากที่รอการปลดล็อก! ✨

#ทางเลือกประเทศไทย

23/04/2026

ราคาข้าวประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน 2569

22/04/2026

ที่อยู่

นาแม่บุญโฮม บ้านหนองหญ้าข้าวนก
Mancha Khiri
40160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Dm-ค้าข้าวและสิ่นค้าอื่นๆผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์