ข้าวบ้านหวานดี

ข้าวบ้านหวานดี สำนึกในคุณของแผ่นดิน พออยู่พอกิน อ?

คนรุ่นใหม่หัวใจรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้านสืบสานความเป็นอัตลักษณ์พันธุกรรมของชาติ ด้วยสำนึกในคุณของแผ่นดิน พออยู่พอกิน อย่างพอเพียง เราจักต้องสร้างความมั่งคงทางอาหาร เราจักทำเกษตรอย่างมั่งคงยั่งยืน

เช้านี้ที่ชุมพร...พบกันในงานข้าวไร่ ณ.สจล. ชุมพรนะครับ...
29/01/2024

เช้านี้ที่ชุมพร...
พบกันในงานข้าวไร่ ณ.สจล. ชุมพรนะครับ...

ไม่เอาเราไปเพาะสักที...เราไม่รอแล้วนะ  #เสาวรสม่วง
19/09/2021

ไม่เอาเราไปเพาะสักที...เราไม่รอแล้วนะ #เสาวรสม่วง

31/07/2020

"ตระไคร้หอม" หนึ่งใน พืชสมุนไพร 13 ชนิด ถูกขึ้นทะเบียน "วัตถุอันตราย" ชนิดที่ 2 และกำลังจะปลดล็อคให้เป็นชนิดที่ 1 เนื่องจากถูกใช้ประโยชน์ในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช

"ตะไคร้" สมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีสรรพคุณหลากหลาย ตั้งแต่การใช้เป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารประจำชาติอย่าง ‘ต้มยำ’ ไปจนถึงการนำมาผลิต ‘น้ำมันหอมระเหย’ จากตะไคร้หอม สำหรับการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่ให้ประโยชน์แก่วงการเกษตรกรรมไทยมากมาย

ทั้งนี้ข้อถกเถียงเรื่อง ตะไคร้ ถูกพูดถึงในวงการสมุนไพรอยู่ตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในปี 2552 กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้ตะไคร้หอมและพืชสมุนไพรอื่นๆ ได้แก่ สะเดา ขมิ้นชัน ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก รวม 13 ชนิด ให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2

แต่ล่าสุดเมื่อ 13 ก.ค. 2563 มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ผู้เป็นประธานในการประชุมการกำหนดพืชสมุนไพร 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำข้อมูลเพื่อยกร่างเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อปลดล็อคบัญชีพืชสมุนไพรจากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2

ความหมายของ วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 และ 2 คืออะไร

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ระบุว่า วัตถุอันตรายมีลักษณะดังต่อไปนี้
วัตถุระเบิดได้ วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์และวัตถุเปอร์ออกไซด์ วัตถุมีพิษ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค วัตถุกัมมันตรังสี วัตถุที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน วัตถุที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง และวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือสิ่งอื่นใด ที่อาจทำให้เกิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช ทรัพย์ หรือสิ่งแวดล้อม ที่มีการผลิตขึ้นมา หมายความว่า ทำ เพาะ ปรุง ผสม แปรสภาพ ปรุงแต่ง แบ่งบรรจุ หรือ รวมบรรจุ

โดยมีการจำแนกการควบคุมไล่ระดับจากความอันตรายน้อยไปจนถึงอันตรายมาก ได้แก่

วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด

วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อนและต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดด้วย

วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่การผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองต้องรับใบอนุญาต

วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง

ทั้งนี้พืชสมุนไพร 13 ชนิด คือ สะเดา ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก ถูกประกาศเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2

เพราะอะไร "ตะไคร้หอม" ถึงจัดเป็น "วัตถุอันตราย"

มาถึงคำถามคาใจใครหลายคนที่ว่า ทำไมสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคยดีนั้นจึงถูกจัดเป็นวัตถุอันตราย? โดยเฉพาะ 13 สมุนไพร ได้แก่ สะเดา ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ขิง ข่า ดาวเรือง สาบเสือ กากเมล็ดชา พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายหยาก

มีคำตอบจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า พืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด ถูกนิยามไว้ว่าเป็นพืชที่เกษตรกรได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารควบคุมแมลงเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

จึงสรุปง่ายๆ ได้ว่าพืชทั้ง 13 ชนิดนั้นถูกใช้ประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช และสารสกัดธรรมชาติจากพืชเหล่านั้นมีความเสี่ยงต่อความเป็นพิษ จึงต้องถูกควบคุมตามกฎหมาย โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ครอบครองที่จะมีไว้ใช้ จะต้องทำการขึ้นทะเบียน และแจ้งการดำเนินงานกับกรมวิชาการเกษตร

การขึ้นทะเบียนพืช 13 ชนิดเป็น "วัตถุอันตราย" ส่งผลอย่างไร

การประกาศขึ้นทะเบียนสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็น "วัตถุอันตราย" นั้น ได้สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรส่วนหนึ่ง ทำให้ เครือข่ายภาคประชาชน และองค์กรสาธารณประโยชน์ เรียกร้องให้ ‘ยกเลิก’ คำประกาศให้พืชอาหารและสมุนไพร 13 ชนิดเป็นวัตถุอันตราย โดยระบุว่า พืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิดเป็นพืชที่เกษตรกรได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารควบคุมแมลงเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมานาน เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเลย จนถึงมีผลน้อยมาก ไม่ก่อให้เกิดผลตกค้างที่เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้บริโภค สามารถหาได้เองจากในชุมชนหรือจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือซื้อได้ในราคาไม่แพงจากชาวบ้าน หรือผู้ประกอบการในท้องถิ่น

ซึ่งในระยะหลังมีการรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าจากสมุนไพรเหล่านี้จำหน่ายกันอย่างแพร่หลาย เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ คาดว่ามีจำนวนผู้ใช้สมุนไพรดังกล่าวในการควบคุมแมลงหลายแสนครอบครัว และทดแทนการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้หลายร้อยล้านบาทจนถึงพันล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่นับถึงคุณค่าในการเกื้อกูลต่อสุขภาวะของเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมไทยโดยรวม

รวมถึงการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรที่ผ่านมา สร้างผลกระทบอย่างสำคัญต่อเกษตรกรและคนในท้องถิ่น รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่เริ่มดำเนินการเพื่อพัฒนาสมุนไพรควบคุมศัตรูพืช มีการสร้างภาระและอุปสรรคต่อการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากสมุนไพรทั้งในด้านการเกษตร การสาธารณสุข และอื่นๆ สร้างเงื่อนไขให้กับเจ้าหน้าที่ส่วนน้อยที่ไม่สุจริต มาเรียกร้องเอาผลประโยชน์จากเกษตรกรและผู้ประกอบการ จนเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถหาสมุนไพรมาใช้เองได้ ต้องหันไปซื้อสารเคมีซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทน

ที่มา>>กรุงเทพธุรกิจ

10/07/2020

มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563
ตอนที่ 25 ประสบการณ์ขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าวเพื่อการค้า โดย คุณดาวเรือง พืชผล กลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาพันธุกรรมข้าวพื้นเมือง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ยโสธร

หลักคิดในการทำเรื่องพันธุกรรมข้าวตั้งแต่เริ่มต้นของการจัดตั้งกลุ่มคือ ต้องการให้ชาวนา ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อยหรือผู้ผลิตเป็นเจ้าของพันธุ์ ซึ่งการเป็นเจ้าของพันธุ์ไม่ได้มองแบบผิวเผิน แต่เป็นการมองแบบลึกซึ้ง ต้องรู้จักลักษณะประจำพันธ์ รู้จักอายุ รู้จักช่วงการเก็บเกี่ยว รู้จักเวลา รู้จักการดูแลรักษา ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าของพันธุ์ ด้วยแนวคิดนี้จึงเป็นที่มาของชื่อกลุ่มว่า วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนา

พันธุกรรมข้าวพื้นเมือง ภารกิจกลุ่มมี 4 ด้าน คือ 1) รวบรวมอนุรักษ์สายพันธุ์ 2) การคัดเลือกและพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้พันธ์แท้ 3) การปรับปรุงพันธุ์ข้าว และ 4) การผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้า กลุ่มทำเรื่องพัฒนาพันธุ์และผลิตผลิตเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน และเริ่มจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ในปี 2556 โดยใช้ตราเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก อย่างไรก็ตามในช่วงดังกล่าวได้มีคนเริ่มทักท้วงว่าการจำหน่ายพันธุ์ข้าวแบบนี้จำหน่ายในระดับชุมชนได้ แต่ถ้านำไปจำหน่ายที่อื่นหรือจำหน่ายเป็นจำนวนมากขึ้นนั้นผิดกฎหมายและมีโอกาสถูกจับ ดังนั้นกลุ่มร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในระดับพื้นที่จึงมีข้อตกลงร่วมกันให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การได้มาซึ่งใบอนุญาตนั้นมีความยุ่งยาก และแม้ว่าได้ใบอนุญาตมาแล้วยังคงใช้เวลาในการส่งตรวจตัวอย่างข้าวที่ทำให้กลุ่มมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รวมถึงช่วงเวลาในการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่กระชั้นเพราะต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยข้าว จากข้อจำกัดดังกล่าว ทางกลุ่มจึงเสนอในเรื่อง “การรับรองพันธุ์ข้าว และการตรวจมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ควรให้มีการประเมินร่วมและรับรองภายในกลุ่ม โดยให้หน่วยงานรัฐเข้ามาสนับสนุน เพราะกลุ่มเกษตรกรไม่ใช่ค้าแบบรายใหญ่ แต่เป็นเพียงหน่วยการผลิตขนาดเล็กที่สร้างเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรในพื้นที่”
----------------------------------------
#มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี 2563

http://sathai.org/2020/07/08/%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89-25/

ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป...เราเอาด้วย  #คัดค้านCPTPP
26/06/2020

ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป...
เราเอาด้วย #คัดค้านCPTPP

เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศประกาศกร้าว รัฐบาลไทยต้องไม่เข้าร่วม CPTPP และคัดค้าน UPOV 1991 ที่ส่งผลกระทบต่อพันธุกรรมและการพัฒนาการเกษตรของเกษตรกร

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งเป็นเครือข่ายของเกษตรกร องค์กรชุมชน และนักวิชาการจาก 4 ภาค มีสมาชิกกว่า 3,000 คนทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน 2563 ผ่านระบบออนไลน์ตลอดเดือนมิถุนายน โดยเป็นการสัมมนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ พัฒนา และปรับปรุงพันธุกรรมข้าว ผัก ไม้ผล และสัตว์ในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนด้วยองค์กรของเกษตรกรในเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกทั้ง 4 ภาค

วันนี้ (25 มิถุนายน 2563) ในพิธีปิดงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน นายสุเมธ ปานจำลอง ตัวแทนเครือข่ายฯ ได้อ่านคำประกาศพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่แสดงถึงจุดยืนของเครือข่ายเกษตรกรในการคัดค้านการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) และการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ภายใต้ UPOV 1991

“เราขอประณามความพยามของรัฐบาลและบรรษัทที่เร่งผลักดัน CPTPP อันเป็นการบังคับให้ต้องเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องแก้ไขกฎหมาย ขยายสิทธิผูกขาดให้แก่บรรษัทเมล็ดพันธุ์ ห้ามเกษตรกรเก็บพันธุ์พืชไปปลูกต่อ ขยายสิทธิผูกขาดจากส่วนขยายพันธุ์ รวมถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์ ขยายระยะเวลาการผูกขาด รวมทั้งลดทอนกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหารของประเทศอย่างร้ายแรง

พวกเราประกาศยืนยันด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะปกป้องรักษา แลกเปลี่ยนแบ่งปัน และร่วมกันพัฒนาปรับปรุงให้พันธุกรรมอันเป็นฐานทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญต่อระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและอธิปไตยทางอาหารเป็นของเกษตรกรและมวลมนุษยชาติสืบไป”

อ่านคำประกาศได้ที่
http://sathai.org/2020/06/25/%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3/

24/06/2020

แชร์สิครับ กดไลด์สิครับ รอไร...เรื่องราวดีๆ แบบนี้รีบทำซ๊ะ เดี๋ยวไม่ได้ทำ...

ที่อยู่

80/307 นิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียว ม. 16 ต. วังน้ำเขียว อ. วังน้ำเขียว
Nakhon Ratchasima

เบอร์โทรศัพท์

+66895830131

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ข้าวบ้านหวานดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท