FBCNS : F&B Club, Nakhon Si Thammarat

FBCNS : F&B Club, Nakhon Si Thammarat ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก FBCNS : F&B Club, Nakhon Si Thammarat, โรงแรมและที่พัก, 359 ถ. พัฒนาการคูขวาง ต. ในเมือง อ. เมือง, Nakhon Si Thammarat.

เพื่อการพัฒนาธุรกิจ สร้างกิจกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม ช่วยสร้างพื้นฐาน ทักษะ ในการการเรียนรู่ใหม่ๆ ให้พนักงานและผู้ประกอบการ จังหวัดนครศรีธรรมราช และใกล้เคียง ชมรมผู้บริหารงานอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ผู้ปฏิบัติงานสายอาชีพ ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร บาร์ จัดเลี้ยง และอื่นๆ เป็นต้น
เพื่อร่วมกันสร้างกิจกรรม และพัฒนาธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว จังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง

08/07/2026

"ทำเยอะแต่โดนบ่นว่าซ้ำ" แก้เกมเมนูอาหารเช้า ด้วยกลยุทธ์ Hybrid Buffet x Menu Engineering]

หนึ่งในความปวดหัวของทีม F&B และเจ้าของโรงแรมคือการพยายาม "สรรหาความหลากหลายและอัด" อาหารลงในไลน์บุฟเฟ่ต์ให้แน่นที่สุดเพราะคิดว่ายิ่งเยอะยิ่งดี แต่สุดท้ายก็ยังไม่พ้นโดนแขกรีวิว 1 ดาวด้วยคำว่า "อาหารเช้าไม่มีอะไรให้กิน" แบบที่เราก็ยัง งง ว่าที่เตรียมไว้เต็มไลน์นั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือ

ในความเป็นจริงแล้วจากประสบการณ์เฮียในฐานะที่ปรึกษาฯ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากปริมาณอาหารที่มีแต่เกิดจาก "การรับรู้ (Perception)" ของแขก เมื่ออาหารทุกอย่างถูกวางรวมกัน ใกล้กัน ในรูปลักษณ์และชนิดที่เหมือนกันสมองของแขกจะมองเห็นมันเป็นก้อนเดียวกันหมด ยิ่งอาหารเยอะแต่รสชาติและรูปแบบหน้าตาจำเจ แขกจะยิ่งรู้สึกอึดอัดและเบื่อหน่ายได้ง่าย

เฮียอยากแบ่งปันวิธีการแก้ไขที่ยั่งยืนและสามารลดต้นทุน Food Waste พร้อมกับโอกาสในการเพิ่มคะแนนรีวิว คือการปรับมาใช้ระบบ "Hybrid Menu (Buffet + Custom Made À La Carte)" ควบคู่กับการวางโครงสร้างเมนูอย่างมีกลยุทธ์ และนี่คือ 5 แกนหลักในการอุดรอยรั่วนี้ครับ
------------------------------

1. ออกแบบ "Menu Engineering ประจำเดือน" และทลายกรอบความซ้ำจำเจ จากเดิมที่เราคุ้นชินกับการตั้งเมนูเช้าตามสูตรสำเร็จเดิมๆ (เช่น วันนี้มีเมนูเส้น พรุ่งนี้เมนูต้ม อีกวันเมนูซุป สลับกันไปมาในกรอบเดิม) แขกที่พักยาว (Long-stay) จะจับทางได้ทันทีตั้งแต่วันที่สาม

* The Action Plan: แนะนำให้ทำตารางปฏิทินเมนูประจำเดือน (Monthly Menu Calendar) และลองสอดแทรก "Fusion Menu" เข้าไปเพื่อตัดความน่าเบื่อ เช่น แทนที่จะเป็นไข่ดาว/ออมเล็ตธรรมดา ลองเปลี่ยนเป็น 'ไข่กระทะซอสต้มยำกุ้งสับ' หรือเปลี่ยนจากสปาเก็ตตี้คาโบนาร่าทั่วไป เป็น 'สปาเก็ตตี้พริกแห้งไส้อั่ว' การผสานวัฒนธรรมอาหารแบบนี้จะช่วยปลุกความตื่นเต้นให้ไลน์อาหารเช้า โดยใช้วัตถุดิบในครัวเดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม

2. วิเคราะห์ "Guest Profile" ให้ขาด: ใส่อาหารให้ถูกปาก "แขกหลัก" ของโรงแรม..ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของหลายโรงแรมคือการจัดเมนูตามใจเจ้าของหรือตามความถนัดของเชฟ โดยไม่ได้ดูสถิติหลังบ้านว่า "แขกหลักที่มาพักจริงคือใคร"

* หากแขกหลักคือชาวยุโรป / ต่างชาติ (Western Target): การใส่อาหารไทยรสจัดจ้านหรือต้มยำแกงเผ็ดเต็มไลน์บุฟเฟ่ต์ นอกจากจะไม่สร้างความประทับใจแล้ว ยังกลายเป็น Food Waste มหาศาล สิ่งที่ควรทำคืออาจจะเป็นการเน้นความเป๊ะของขนมปัง (Artisan Bread), พาสทรี, โคลด์คัทคุณภาพดี และเพิ่มไลฟ์สเตชั่นเมนูไข่ที่คัสตอมได้หลากหลาย

* หากแขกหลักคือคนไทย / ชาวเอเชีย (Domestic Target): การใส่อาหารตะวันตกแน่นเกินไปจนลืมอาหารเช้าที่คุ้นเคยอาจส่งผลตรงข้าม คนไทยมักมองหาความอิ่มท้องและความจัดจ้านในมื้อเช้า เช่น ข้าวต้มร้อนๆ, แกงรสเข้มข้น หรือเมนูเส้นรสกลมกล่อม ดังนั้น โรงแรมต้องทำสถิติจำนวนผู้เข้าพักแยกตามสัญชาติ (Nationality Mix) ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ทีม F&B ปรับสัดส่วนอาหารในไลน์ได้อย่างแม่นยำ

3. ชูโรงด้วย "Local Destination Experience" (ดึงของดีประจำจังหวัดมาขาย) พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ยอมจ่ายเพื่อแลกกับ "ประสบการณ์ท้องถิ่น" โรงแรมสามารถเปลี่ยนไลน์อาหารเช้าให้กลายเป็นจุดขายสำคัญ (Selling Point) ได้โดยใช้กลยุทธ์ความร่วมมือ (Collaboration):

* The Signature Partnership: หากโรงแรมของคุณอยู่ที่โคราช แทนที่จะทำไก่ย่างธรรมดา ให้ดีลกับ "ไก่ย่างโคราชเจ้าดัง" นำน้ำจิ้มสูตรเด็ดหรือรับวัตถุดิบเข้ามาจัดสเตชั่น หรือหากอยู่ ภูเก็ต/ระนอง ก็นำ "ขนมจีบ-ซาลาเปาเจ้าเก่าแก่" ที่คนท้องถิ่นกินกันจริงๆ มาลงในไลน์ติ่มซำอาหารเช้า พร้อมทำป้ายเล่าเรื่อง (Storytelling) สั้นๆ เพื่อเพิ่ม Perceived Value (มูลค่าในใจแขก) ขึ้นทันที 3 เท่า แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะเท่าเดิม

4. แบ่งกลุ่มอาหารเป็น "ฐานทัพ (Base)" และ "ไฮไลต์ (Live & Order)"
อย่าพยายามตักทุกอย่างใส่ถาดฝาปิด แต่ให้แบ่งเลเยอร์ของไลน์อาหารใหม่เพื่อจัดสรรงบประมาณ (Budget) ให้ถูกจุด:

* The Base (Buffet Line): เป็นกลุ่มอาหารสเตเปิ้ล (Staple) ที่ตักทานได้เลย เช่น ข้าวผัด, ผัดผัก, สลัดบาร์, ซุป, ขนมปัง และผลไม้ ส่วนนี้เอาไว้รองรับความรวดเร็วสำหรับแขกที่รีบเดินทาง

* The Highlight (À La Carte / Live Station): เมนูหลักที่ทำจากเนื้อสัตว์ หรือเมนูฟิวชั่นสั่งทำสด (Cook-to-order) การได้เห็นอาหารทำใหม่ๆ ร้อนๆ จะทำให้แขกประทับใจมากกว่าอาหารที่นอนแช่อยู่ในถาดอุ่นมาแล้ว 2 ชั่วโมง

5. จัดการพฤติกรรมแขกด้วยการ "จัดจาน (Plating & Portion Control)"
อาหารจานใหญ่ที่แขกต้องตักเอง มักดูไม่น่ากินหลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง และมักทำให้เกิด Food Waste สูง

* Action Plan: สำหรับอาหารไทยหรืออาหารท้องถิ่น เช่น น้ำพริกหนุ่มคู่กับแคบหมู, หมูปิ้งเมืองตรัง หรือคานาเป้ขนมไทย อาจจะให้ปรับมาจัดเป็น "Single Serve" ใส่ถ้วยเซรามิกท้องถิ่นขนาดเล็กพอดิบพอดีคำ การจัดจานที่ดูเนี้ยบแบบ Fine Dining ในไลน์บุฟเฟ่ต์ จะเปลี่ยนความรู้สึกจากการ "ตักกับข้าว" เป็นการ "ลิ้มรสอาหาร" แขกจะหยิบทานได้หลากหลายขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าปริมาณมันแน่นจนเกินไป

------------------------------
นอกจากนี้เราอาจจะมีการทำตัว Checklist สำหรับผู้จัดการ F&B, Main Kitchen และเจ้าของโรงแรม เอาไว้ Remind ตัวเองได้ด้วยเช่นกันประกอบด้วย:

1. ทีม F&B ของคุณปรับตารางเมนูประจำเดือน (Monthly Menu Engineering) โดยมีเมนู Fusion แทรกรึยัง?

2. เราได้เช็กสถิติสัญชาติแขก (Guest Profile) ก่อนวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบอาหารเช้าในแต่ละสัปดาห์หรือไม่?

3. อาหารเช้าแบบปรุงสด (Live/Order) และอาหารจานเล็ก (Single Serve) มีสัดส่วนรวมกันเกิน 50% ของไลน์อาหารทั้งหมดเพื่อควบคุม Food Waste หรือไม่?

บทสรุปจากมุมของ Hotel Consultant นะครับ:

"ความหลากหลาย" ของอาหารเช้า ไม่ได้วัดกันที่จำนวนถาดอุ่นเหล็กสแตนเลสบนสเตชั่น แต่วัดกันที่ "ความลึกซึ้งในการเข้าใจสัญชาติลูกค้า และความสดใหม่ของเมนูที่หมุนเวียนลื่นไหล" การปรับมาใช้ระบบ Hybrid Buffet ที่ถูกออกแบบมาตามสัญชาติของแขกหลัก นอกจากจะช่วยอุดรอยรั่วเรื่อง Complaint แล้ว ยังช่วยประหยัดต้นทุนหลังบ้าน และเปลี่ยนห้องอาหารเช้าให้กลายเป็นเครื่องมือการตลาด (Marketing Tool) ที่ทรงพลังที่สุดผ่านรูปถ่ายที่แขกนำไปรีวิวในโซเชียลมีเดียครับ

#ที่ปรึกษาโรงแรม #ยอดมนุษย์โรงแรม
------------------------------

08/07/2026

แกะรอย ‘กำไรที่หายไป’ เจาะลึกกับดัก Yield Costing ที่สูบกำไรเราอยู่
ทุกคนที่เปิดร้านอาหารน่าจะเคยเจอเหตุการณ์นี้ สิ้นเดือนมานั่งดูบัญชี ยอดขายก็เข้าเป้า ลูกค้าก็เต็มร้านตลอด แต่พอดูบรรทัดสุดท้าย กำไรกลับหายไปไหนก็ไม่รู้
เวลาเจอแบบนี้ หลายคนมักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งราคาผิด หรือไม่ก็คิดว่าอาจจะมีการทุจริตเกิดขึ้นในร้าน แต่จริงๆ แล้วมันมีจุดบอดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในครัว และเป็นสาเหตุหลักที่สูบกำไรของเราไปเงียบๆ
นั่นคือการคำนวณต้นทุนวัตถุดิบแบบไม่ได้เผื่อของเสียนั่นเอง
เวลาพวกเราคิดต้นทุนอาหาร (Food Cost) เรามักจะเอาราคาวัตถุดิบหารด้วยน้ำหนักที่ซื้อมาตรงๆ
เช่น ซื้อเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ราคา 500 บาท ก็คิดไปเลยว่าต้นทุนเนื้อคือกรัมละ 0.5 บาท แล้วก็เอาตัวเลขนี้ไปคูณน้ำหนักต่อจานเพื่อตั้งราคาขายทันที
แต่นี่แหละคือกับดักทางการเงิน เพราะในโลกความเป็นจริง ซื้อเนื้อมา 1 กิโลกรัม เราไม่สามารถหั่นเสิร์ฟให้ลูกค้าได้ครบ 1,000 กรัมแน่นอน มันต้องมีการตัดแต่ง หรือแม้แต่การละลายน้ำแข็งที่ทำให้น้ำหนักของเนื้อหดหายไป บางทีเนื้อ 1 กิโลกรัม อาจจะเหลือส่วนที่นำไปปรุงอาหารได้จริง แค่ 700 กรัมเท่านั้น
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดคือแซลมอน ซื้อแซลมอนทั้งตัวน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ราคา 2,000 บาท ตกต้นทุนกิโลละ 400 บาท พอเชฟเอามาแล่ ขอดเกล็ด เลาะก้าง ตัดหัวทิ้ง อาจจะเหลือเนื้อล้วนๆ แค่ 3 กิโลกรัม เท่ากับว่าต้นทุนแซลมอนที่แท้จริง ไม่ใช่กิโลละ 400 บาท แต่กระโดดไปเป็นกิโลละ 666 บาทเลยทีเดียว ถ้าร้านเอาตัวเลข 400 บาทไปคำนวณราคาขายตั้งแต่แรก กำไรที่ควรจะได้ก็เลยล่องหนหายไปกับก้างและหัวปลาที่ถูกโยนทิ้ง
กรอบคิดใหม่ที่เราอยากชวนคนทำร้านอาหารมาปรับกัน คือการเปลี่ยนมาคิด ต้นทุนตามสัดส่วนที่ใช้ได้จริง (Yield Costing) เพื่อปรับโครงสร้างต้นทุน (Cost Structure) ของร้านให้แม่นยำขึ้น ซึ่งวิธีทำก็ไม่ได้ซับซ้อน สามารถเอาไปทำตามนี้ได้เลย
1. เริ่มจากชั่งน้ำหนักวัตถุดิบตอนที่เพิ่งได้รับของหรือเพิ่งแกะถุง เพื่อบันทึกน้ำหนักตั้งต้นก่อนทำอะไรกับมัน
2. ให้พนักงานในครัวตัดแต่งวัตถุดิบตามมาตรฐานของร้าน แล้วนำส่วนที่พร้อมใช้งานไปชั่งน้ำหนักอีกครั้ง เพื่อหาเปอร์เซ็นต์วัตถุดิบที่ใช้ได้จริง (Yield Percentage)
3. นำเปอร์เซ็นต์ที่ได้ไปหารกับราคาซื้อตั้งต้น เราก็จะได้ตัวเลขต้นทุนที่แท้จริงเพื่อเอาไปตั้งราคาขายแบบไม่เข้าเนื้อตัวเอง
สิ่งนี้ไม่ได้จำกัดแค่เนื้อสัตว์ แต่ปรับใช้ได้กับทุกอย่างในร้าน ไม่ว่าจะเป็นผักที่ต้องเด็ดใบช้ำทิ้ง หรือกุ้งที่ต้องแกะเปลือกออก พอเราเห็นต้นทุนที่แท้จริงแล้ว เราจะรู้ทันทีว่าเมนูไหนที่เคยคิดว่ากำไรดีมาตลอด จริงๆ แล้วอาจจะเป็นตัวการที่ทำให้ร้านเหนื่อยฟรีอยู่ก็ได้
การทำร้านอาหารยุคนี้ แค่ทำอาหารอร่อยและขายดีอาจจะยังไม่พอ แต่ต้องอุดรอยรั่วเล็กๆ น้อยๆ หลังบ้านให้เป็นด้วย พอตัวเลขหลังบ้านเป๊ะขึ้น ความเหนื่อยของพวกเราก็จะเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
แล้วทุกคนล่ะ ลองกลับไปดูลิสต์สั่งของรอบล่าสุดกันหน่อย ว่ามีวัตถุดิบตัวไหนในร้านบ้างที่ซื้อมาแล้วน้ำหนักหายไปตอนเตรียมมากที่สุด?
#ต่อเพนกวิน

07/07/2026
03/07/2026
03/07/2026

🥤✨ YANAD ROINAD ยาหนัด…หรอยหนัด! 🍍 ✨

เติมความสดชื่นกับเมนูสุดพิเศษที่คัดมาเพื่อคุณ
☕ YANAD Aerocano
🍍 YANAD Smoothie
🍸 YANAD Cocktail
🍹 YANAD Mocktail

📢 กิจกรรมง่าย ๆ รับส่วนลดทันที!
เพียง
✅ กดติดตามเพจโรงแรม + เช็กอิน + แชร์โพสต์เป็นสาธารณะ พร้อมแคปชั่น “ยาหนัดหรอยหนัด @ Twin Lotus #คาเฟ่ #นครศรีธรรมราช”

🎉 รับสิทธิ์ ลด 50% สำหรับแก้วที่ 2
✨ คละเมนูได้

📅 ระยะเวลาโปรโมชั่น
1 กรกฎาคม 2569 – 30 กันยายน 2569

📍 พบกันได้ที่ Prim Larb Lobby Lounge

ชวนเพื่อน ชวนคนรู้ใจ แล้วมาเติมความหรอย ความสดชื่นไปด้วยกัน 💛

#คาเฟ่นครศรีธรรมราช #เครื่องดื่มสุดพิเศษ #ที่พักนครศรีธรรมราช

28/06/2026

AI ไม่ได้กำลังแย่งงานคนแต่มันกำลังเปลี่ยน "วิธีทำงาน" เร็วกว่าที่...

28/06/2026
27/06/2026

ที่อยู่

359 ถ. พัฒนาการคูขวาง ต. ในเมือง อ. เมือง
Nakhon Si Thammarat
80000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FBCNS : F&B Club, Nakhon Si Thammaratผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์