20/08/2020
เพิ่ม จาก 5เป็น 10 คืน
ศบศ. เตรียมเสนอมาตรการจูงใจ "เราเที่ยวด้วยกัน"
สรุปข่าว..
การประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดระยอง ในวันที่ 25 ส.ค. 2563 นี้ ศบศ (ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019) เตรียมเสนอ ครม. พิจารณามาตรการจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมาใช้สิทธิในโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" มากขึ้นเนื่องจากในเฟสแรกปัจจุบันมีการใช้สิทธิไปเพียง 6.6 แสนคืนจากสิทธิ์ทั้งหมด 5 ล้านคืน (ไม่ถึง 50%) และส่วนใหญ่เป็นการเดินทางระยะใกล้ในลักษณะ Road Trip ซึ่งมาตรการที่เตรียมจะเสนอคือ
1. เพิ่มอัตราการเข้าพักจากที่จำกัด 5 คืน/คน เป็น 10 คืน/คน
2. เพิ่มการสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินจาก 1,000 บาทเป็น 2,000 บาท
3. ให้ภาคธุรกิจและเอกชนรายใหญ่รวมถึงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ด้วย
4. สิทธินี้ให้ครอบคลุมการอบรม สัมมนา ของบริษัทด้วย
วิเคราะห์ข่าว....ถึงอย่างไรพวกเราก็ยังคงต้องรอกันก่อนนะครับเพราะอันนี้เป็นแค่แนวทางในการเสนอแนะเท่านั้นยังต้องรอ ครม.เห็นชอบอีกเอาจริงๆ เฮียคิดว่าจากที่มี Post ที่เราได้ทำการระดมความคิดกันว่าคิดอย่างไรกับโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ซึ่งก็มีทั้งคนชอบและไม่ชอบมีทั้งคนใช้งานง่ายและใช้งานยุ่งยากส่วนหนึ่งจากที่เฮียรวบรวมจะเห็นว่า "ปัญหาการใช้งานยังยุ่งยากซับซ้อนอยู่" เอาจริงๆ ข้อเสนอเหล่านี้จะว่าดีมันก็ดีนะแต่ถ้าถามว่า "แก้ปัญหาได้ตรงจุดไหม?" ส่วนตัวเฮียคิดว่าน่าจะไม่เพราะไม่ใช่ว่าคนไม่อยากใช้สิทธิหรือโรงแรมไม่อยากร่วมแต่เอาแค่ขั้นตอนการจองและชำระเงินที่มีผู้ให้บริการในรูปแบบ One Stop Service เพียงไม่กี่รายในส่วนของผู้ประกอบการ ระยะเวลาในการรอคอยการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่ของธนาคาร (บางทีก็ติดต่อบางทีก็ไม่ติดต่อเลย) ตรงนี้ภาครัฐก็ไม่ควรปล่อยผ่านนะครับ
ส่วนตัวคิดว่าถ้าลองแก้ปัญหาให้มันใช้งานได้ง่ายทั้งในส่วนของโรงแรมและนักท่องเที่ยวก่อนแล้วค่อยมานั่งวิเคราะห์และเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาหรือขยายขอบเขตการให้บริการต่อไปน่าจะดีกว่าเอาจริงๆ บางโรงแรมที่สามารถทำได้โดยตรงตั้งแต่การติดตั้ง Application รับจองและชำระเงินอันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาแต่บางโรงแรมที่อยากจะร่วมแต่ร่วมไม่ได้ต้องอาศัย OTA แบบนี้ก็เป็นอีกส่วนที่รัฐน่าจะต้องปรับปรุงนะครับอย่างข้อเสนอเรื่อง “การจองที่ไม่ต้องล่วงหน้าถึง 3 วันได้ไหม? หรือ การเที่ยวในจังหวัดตัวเองได้ไหม?” อันนี้น่าจะเป็นปัญหาที่ถ้าแก้และหาทางป้องกันการทุจริตได้น่าจะเพิ่มจำนวนการใช้งานได้เยอะเลยครับ
ที่มาข่าวจาก "หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563" หน้า 1 และหน้า 4
https://inews.bangkokbiznews.com/read/410555