เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers

  • Home
  • เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers

เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers เปิดมุมมองใหม่...
สำหรับผู้ที่ต้องการทำโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ

เวิร์คชอปและที่ปรึกษาบูติคโฮเต็ลที่จะสอนให้ท่านทำโรงแรมขนาดเล็กอย่างสร้างสรรค์ ทำกำไร และมีคุณค่าต่อสังคม สรา้งสรรค์โดย วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ สถาปนิกและกูรูบูติคโฮเตลและ ทีมงาน Super Green Studio ติดต่อได้ที่ 089-6969896

อยากทําโรงแรมให้สําเร็จต้องหาความรู้!!สงกรานต์นี้เพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเทล มีอายุครบ17ปีแล้ว เราขอแบ่งปันความรู้ก...
18/04/2026

อยากทําโรงแรมให้สําเร็จต้องหาความรู้!!สงกรานต์นี้เพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติกโฮเทล มีอายุครบ17ปีแล้ว เราขอแบ่งปันความรู้การทำโรงแรมครั้งใหญ่ด้วย17บทความ17SeriesWorldClassBoutiqueHotelStory"EP1จะเล่าถึง17สุดยอดแบรนด์โรงแรมที่เปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาลอ่านได้จากทุกช่องทาง!
https://www.facebook.com/share/p/1HV2wxNm3K/
และhttps://theboutiqueking.com/
*ชมคลิปโรงแรมสวยโคตรเจ๋งหาดูยากที่ https://youtu.be/CsxGMlebS-4?si=jdOe4HNIk4Nd51Fy
*ดูคลิปสบายๆได้ความรู้ https://vt.tiktok.com/ZSHxrt5QG/
PleaseEnjoy!

“17 ปี 17 เรื่อง เปลี่ยนบ้านเก่า…เปลี่ยนชีวิตคุณ”เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล มีความปราถนาที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้...
08/04/2026

“17 ปี 17 เรื่อง เปลี่ยนบ้านเก่า…เปลี่ยนชีวิตคุณ”
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล มีความปราถนาที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางบูติคโฮเต็ลของโลก เราได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้ในคอร์สอบรมครั้งแรกในปี 2552 จนถึงปีนี้ 2569 ครบ 17 ปีพอดี
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ขอเชิญทุกท่านร่วมเฉลิมฉลอง 17 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ผ่านบทความชุดพิเศษ 17 ชุด แต่ละชุดจะเล่าเรื่องโรงแรมต่างๆที่เปลี่ยนโลกแห่งการท่องเที่ยวไปตลอดกาล ด้วยความคิดสร้างสรรค์ การรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพลิกโฉมเกมการลงทุน
ใน EP 1 นี้ เราคัดสรร 17 สุดยอดแบรนด์โรงแรมของโลก (ประกอบด้วย AMAN, Sixth Sense, Cheval Blanc, Oetker Collection, Rosewood Hotels & Resorts, Relais Chateaux, Auberge Resorts Collection, Bulgari Hotels & Resorts, Belmond, One & Only, COMO Hotels, Banyan Tree, Mandarin Oriental, Peninsula Hotels และ Rocco Forte Hotels) ที่กำหนดนิยามใหม่ของความหรูหราแบบบูติคและ ultra-luxury มาเล่าเรื่องราว ความเป็นมา และการเติบโต โดยเฉพาะ 3 แบรนด์แรกที่เราจะนำเสนออย่างละเอียด: AMAN, Six Senses และ Cheval Blanc
1. AMAN
นิยาม: “ความเงียบสงบที่มีราคาแพงที่สุดในโลก” (The most expensive form of tranquility in the world)
ประหวัด: ก่อตั้งปี 1988 โดย Adrian Zecha ด้วย Amanpuri ในภูเก็ต ประเทศไทย “Aman” มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “peace” แบรนด์เน้นความเรียบง่าย (less is more) การผสานกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างละเอียดอ่อน ไม่มีป้ายโฆษณาใหญ่โต ห้องพักน้อย บริการส่วนตัวสูง (high staff-to-guest ratio) และเลือกทำเลที่สงบสุข เช่น ใกล้แหล่งมรดกโลก UNESCO ปัจจุบันมีประมาณ 36 แห่งใน 20 ประเทศ แขกที่หลงใหลเรียกตัวเองว่า “Amanjunkies” เพราะความสงบและความเป็นส่วนตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน
ดีไซน์: Aman เน้นการออกแบบที่ “หายไปในสิ่งแวดล้อม” อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีป้ายใหญ่ ไม่มีล็อบบี้โอ่อ่า และไม่เน้นความโอ้อวดแบบ maximalism แต่ใช้เส้นสายสะอาด วัสดุท้องถิ่น (เช่น หิน ไม้ และสีเอิร์ธโทน) ผสานกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างละเอียดอ่อน เพื่อให้รู้สึกเหมือนพักในบ้านส่วนตัวของเพื่อนผู้มั่งคั่ง
เอกลักษณ์หลักคือ understated luxury หรือความหรูหราที่เงียบสงบ เน้นพื้นที่เปิดโล่ง แสงธรรมชาติ และความเป็นส่วนตัวสูง แต่ละรีสอร์ทจึงดูแตกต่างกันตามสถานที่ แต่รักษา DNA เดียวกันคือความสงบ เรียบง่าย และ drama ที่ซ่อนอยู่ในความนุ่มนวล ทำให้แขกรู้สึก “เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่” มากกว่าการเป็นแขก
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Amanpuri, Phuket, Thailand (เปิดปี 1988)

Amanpuri เป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน Aman ตั้งอยู่บนแหลมส่วนตัวในภูเก็ต ล้อมรอบด้วยสวนมะพร้าวและหาดทรายขาวของทะเลอันดามัน ดีไซน์โดย Ed Tuttle ใช้ศิลปะสถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิม เช่น หลังคาแหลมสูง ไม้เนื้อแข็ง และเฉลียงยกพื้น เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินยกระดับ ทำให้ทุกอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติอย่างลงตัว
ภายในพาวิลเลียนและวิลล่าเน้นความเรียบง่าย โทนสีเอิร์ธโทน แสงธรรมชาติ และพื้นที่เปิดโล่ง ราวกับไม่มีกำแพงกั้นระหว่างภายในกับภายนอก สร้างความสงบและความเป็นส่วนตัวสูงสุด จนกลายเป็นต้นแบบของ “quiet luxury” ที่ยังคงได้รับการยกย่องมาจนถึงทุกวันนี้
2. Six Senses
นิยาม: “การตื่นรู้สัมผัสทั้งหก” (Sensory awakening in harmony with nature and self)
บูติคโฮเต็ลที่ผสานความหรูหราแบบ “barefoot luxury” กับความยั่งยืนและ wellness อย่างลึกซึ้ง
ประหวัด: ก่อตั้งปี 1995 โดย Sonu Shivdasani ปัจจุบันอยู่ภายใต้ IHG แบรนด์เริ่มจากรีสอร์ทในไทยและเวียดนาม เน้นการออกแบบที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุท้องถิ่น และโปรแกรมสุขภาพที่ช่วย “reawaken the senses” เช่น spa ที่โดดเด่น Earth Lab และกิจกรรมชุมชนท้องถิ่น แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน แต่รักษาจิตวิญญาณของ “eco-chic” และการดูแลอย่างยั่งยืนไว้เสมอ
ดีไซน์: Six Senses โดดเด่นด้วยสไตล์ eco-chic หรือความหรูหราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทุกโรงแรมถูกออกแบบให้ “ปลุกประสาทสัมผัสทั้งห้า” (awaken the senses) ผ่านการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ และธรรมชาติอย่างลงตัว
ดีไซน์มักใช้วัสดุรีไซเคิล ไม้ธรรมชาติ และองค์ประกอบที่เคารพสิ่งแวดล้อม เช่น วิลล่าที่สร้างบนเนินเขา ปะการัง หรือทะเลทราย พร้อมสปา wellness ที่เป็นหัวใจหลัก บางแห่งอาจมีกลิ่นอาย quirky หรือ playful เล็กน้อย แต่ยังคงความอบอุ่นและเป็นกันเอง ทำให้รู้สึกเหมือนรีสอร์ทที่ “มีชีวิต” และเชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่นมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Six Senses Samui, Koh Samui, Thailand (เปิดปี 2004)

ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชันของเกาะสมุย โดยรักษาธรรมชาติเดิมเอาไว้มากที่สุด วิลล่าถูกกระจายตัวตามแนวเนินเขาแต่ละหลังรู้สึกเป็นส่วนตัวสูง ใช้วัสดุไม้เนื้อแข็งท้องถิ่น เช่น ไม้สักและไม้กฤษณา หลังคาโค้งแบบสถาปัตยกรรมเกาะใต้ ผสานกับองค์ประกอบสมัยใหม่ เช่น ห้องน้ำเปิดโล่งและสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ที่มองเห็นวิวทะเล
ดีไซน์เน้นการระบายอากาศตามธรรมชาติ แสงธรรมชาติ และการใช้สีจากภูมิทัศน์รอบตัว (สีเขียวป่า น้ำเงินทะเล) ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง พร้อมสปา wellness ที่เป็นหัวใจของแบรนด์
3. Cheval Blanc
นิยาม: “ศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศสที่โคตรเหนือระดับที่สุดในโลก” (Art de vivre reimagined with warmth and exquisite craftsmanship)
ความหรูหราที่อบอุ่น สร้างสรรค์ และเต็มเปี่ยมด้วยรายละเอียดจาก LVMH
ประหวัด: ก่อตั้งปี 2006 โดยกลุ่ม LVMH ภายใต้การนำของ Bernard Arnault ด้วย motto “Ducit Supra Montes” (Beyond the Mountains) แบรนด์ผสานมรดกฝรั่งเศสเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เน้นบรรยากาศอบอุ่นเหมือนบ้านเพื่อนฝูง (convivial) มากกว่าระยะห่างของโรงแรมหรูทั่วไป แต่ละ Maison ออกแบบโดยสถาปนิกชั้นนำ เช่น Peter Marino สำหรับ Cheval Blanc Paris (ใน La Samaritaine) โดดเด่นด้วยงานศิลปะ การบริการที่ละเอียดถึงขั้น extreme craftsmanship และประสบการณ์ที่สร้างความทรงจำร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อน
ดีไซน์: Cheval Blanc ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม LVMH นำเสนอดีไซน์ที่สะท้อน French Art de Vivre หรือศิลปะการใช้ชีวิตแบบฝรั่งเศส ผสมผสานความกล้าหาญ (boldness) กับความประณีตแบบดั้งเดิม ทุกแห่งถูกออกแบบเหมือน “Maison” หรือบ้านส่วนตัวที่หรูหราและ intimate โดยมีจำนวนห้องจำกัดเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวสูงสุด
เอกลักษณ์คือการใช้สีสันสดใส งานศิลปะร่วมสมัย วัสดุชั้นเลิศจากช่างฝีมือฝรั่งเศส และการตีความมรดกท้องถิ่นด้วยมุมมองสมัยใหม่ (เช่น Art Deco ผสาน contemporary) ไม่ว่าจะอยู่ที่ปารีส มัลดีฟส์ หรือภูเขา ดีไซน์จะเต็มไปด้วยความสง่างาม หรูหรา และรายละเอียดที่คิดมาอย่างรอบคอบ เหมือนงานศิลปะที่ใช้ชีวิตได้จริง
🏨 โรงแรมแห่งแรก: Cheval Blanc Courchevel, French Alps, France (เปิดปี 2006)
ตั้งอยู่ใจกลาง Courchevel 1850 ในเทือกเขาแอลป์ เป็นชาเลต์สไตล์อัลไพน์สมัยใหม่ ภายนอกดูอบอุ่นด้วยไม้สีน้ำตาลอ่อน แต่ภายในเต็มไปด้วยความกล้าหาญในการออกแบบโดย Sybille de Margerie
ใช้โทนสี signature สีเทาน้ำตาล (taupe) ผสมกับสีสดใสอย่างแดงเชอร์รี่ เขียวมิ้นต์ และส้ม ผสานวัสดุหรูหรา เช่น หนัง แกะสลัก กระจก Murano หินอ่อน และงานศิลปะร่วมสมัยจากศิลปินชื่อดัง (เช่น ม้าสะท้อนแสงของ Bruno Peinado หรือหมีของ Xavier Veilhan)
ทุกห้องแตกต่างกัน เหมือนบ้านส่วนตัวที่อบอุ่น สบาย และเต็มไปด้วยรายละเอียด craftsmanship ขั้นสูง ทำให้รู้สึกถึงความสง่างามแบบฝรั่งเศสที่ทั้งทันสมัยและมีเสน่ห์
3 แบรนด์นี้คือแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพราะพวกเขาพิสูจน์แล้วว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ขนาดหรือจำนวนห้อง แต่คือ “นิยาม” ที่ชัดเจน ความใส่ใจในรายละเอียด และความเคารพต่อสถานที่และผู้คน
ติดตาม EP ถัดไป ของ 14 แบรนด์ที่เหลือ: Oetker Collection, Rosewood Hotels & Resorts, Relais & Châteaux, Auberge Resorts Collection, Bulgari Hotels & Resorts, Belmond, One & Only, COMO Hotels, Banyan Tree, Mandarin Oriental, Peninsula Hotels, Dorchester Collection, Four Season และ Rocco Forte Hotels
เพจ เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล ยังคงมุ่งมั่นเผยแพร่ความรู้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบูติคโฮเต็ลของโลกต่อไป
หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการลงทุนธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ไม่ว่าทำเลจะห่างไกลแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสร้างใหม่หรือรีโนเวทตึกเก่า ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
***สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook
Line OA :
หรือ โทร : 099-535-1454

การออกแบบร้านอาหารในโรงแรมระดับโลกก่อนเริ่ม ต้องตั้ง mindset ให้ชัด:ร้านอาหารไม่ใช่แค่ “ที่กิน” แต่คือ Experience Engine...
01/04/2026

การออกแบบร้านอาหารในโรงแรมระดับโลก
ก่อนเริ่ม ต้องตั้ง mindset ให้ชัด:
ร้านอาหารไม่ใช่แค่ “ที่กิน” แต่คือ Experience Engine
ที่ต้องขายทั้งภาพลักษณ์ แบรนด์ และรายได้ ไปพร้อมกัน

1. Positioning ต้องชัดก่อนทุกอย่าง
คุณต้องตอบให้ได้ว่า
“ร้านนี้มีไว้เพื่ออะไร”
ประเภทหลัก ๆ เช่น:
Signature Dining → สร้างชื่อ / ลุ้น Michelin
All-day Dining → เครื่องจักรทำรายได้หลัก
Bar / Social Hub → สร้างบรรยากาศและ traffic
Cultural Restaurant → สะท้อนโลเคชัน
ตัวอย่างแนวคิดของแบรนด์:
Mandarin Oriental → heritage + refined luxury
Aman Resorts → understated / private / spiritual
W Hotels → bold / social / nightlife
👉 ถ้า Positioning ผิด
ทุกอย่างหลังจากนี้จะ “พังแบบแก้ยากมาก”

2. Layout & Flow (จุดที่มือใหม่พลาดมากที่สุด)
การจัดร้านคือการ “การควบคุมประสบการณ์และรายได้”
Zoning ที่ต้องมี:
Arrival Moment → ต้อง “ว้าวใน 3 วินาที”
Main Dining → มีลำดับความพรีเมียมของโต๊ะ
Private / Semi-private → สำหรับลูกค้าระดับสูง
Bar → ตัวทำเงินจริง
Service Flow → staff เคลื่อนไหวได้ แต่ “ลูกค้าไม่เห็น”
Golden Rules:
โต๊ะที่ดีที่สุด = ราคาสูงที่สุด
ห้ามมี dead corner
เส้นทางพนักงานต้องสั้นที่สุด
ครัวจะ “เปิดหรือปิด” ต้องเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

3. Lighting Design = ตัวกำหนด “ราคา”
ในร้านระดับโลก
แสง = มูลค่า
โทนที่ใช้:
2700K – 3000K → warm luxury
ต้องมี 3 layer:
Ambient → mood รวม
Accent → เน้นโต๊ะ / อาหาร
Decorative → ตัวตนของแบรนด์
เทคนิคสำคัญ:
หน้าแขกต้องดูดี → ใช้ soft front light
อาหารต้องดูแพง → top light + angled light
ฉากหลังต้องมืดกว่า → ทำให้โต๊ะ “ลอยออกมา”

4. Table Mix Strategy (คิดแบบคนทำเงิน ไม่ใช่แค่คนออกแบบ)
อย่าจัดโต๊ะเพื่อความสวยอย่างเดียว
ต้องจัดเพื่อ “กำไร”
2 ที่นั่ง → หมุนโต๊ะเร็ว
4 ที่นั่ง → ยืดหยุ่นสูง
6–8 ที่นั่ง → รายได้ต่อบิลสูง
Chef’s Table → สร้างแบรนด์
ร้านระดับโลกจะควบคุมสัดส่วนนี้เพื่อ maximize
RevPASH (Revenue per Available Seat Hour)

5. Storytelling ผ่าน Design
ลูกค้าไม่ได้จำแค่อาหาร
แต่จำ “เรื่องราว”
ตัวอย่าง:
Gaggan → progressive Indian + performance
Nobu → Japanese + luxury lifestyle
สิ่งที่คุณต้องตอบให้ได้:
Concept คืออะไร
ทำไมต้องอยู่ “ที่นี่”
ลูกค้าจะรู้สึกอะไรตั้งแต่เดินเข้า → นั่ง → จนออกไป
ทุกอย่างต้อง “เล่าเรื่องเดียวกัน”
ตั้งแต่เมนู → แสง → วัสดุ → เพลง → ยูนิฟอร์ม

หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้

***สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook
Line OA :
หรือ โทร : 096-749-6868

รีโนเวตอาคารเก่าให้เป็นExperience-Stay Boutique HotelCase Study: Boutique 87ผู้ออกแบบ: Geoffrey Bawa“การมอบประสบการณ์ที่...
18/03/2026

รีโนเวตอาคารเก่าให้เป็น
Experience-Stay Boutique Hotel
Case Study: Boutique 87
ผู้ออกแบบ: Geoffrey Bawa
“การมอบประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์” คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงแรมบูติคหลายแห่งประสบความสำเร็จ
ยกตัวอย่างอุทัยเฮริเทจ (โรงแรมที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย เช่น สถาปัตยกรรมดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามฯ, มาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ของ ททท. ได้รับการรับรองในระดับ 5 ดาว เป็นต้น) ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด จากการอนุรักษ์เสน่ห์ของอาคารเก่าไว้ ไปจนถึงกิจกรรมที่มอบให้กับแขกผู้เข้าพัก หรือ Humz Canal Stay (ที่พักในรูปแบบของบ้านริมคลอง ที่ได้รับความสนใจจากสื่อชั้นนำ อย่างบ้านและสวน The Cloud และอื่นๆ) ที่นำเอาวิถีชีวิตริมนํ้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของดีไซน์ ซึ่งไม่เพียงมอบประสบการณ์อันรื่นรมย์ของชุมชนริมคลอง กิจกรรมฮีลใจที่หลากหลาย แต่ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร
🚩 Case Study วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ Boutique 87 ซึ่งเป็นโรงแรมบูติคระดับ 5 ดาวในประเทศศรีลังกา (ได้รับรางวัล Tripadvisor Travelers' Choice Award และเป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมระดับโลก) โรงแรมแห่งนี้เน้นมอบประสบการณ์ความผ่อนคลาย ผ่านดีไซน์ที่นำเอาธรรมชาติรอบข้างมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวอาคาร ในขณะที่ยังคงอนุรักษ์โครงอาคารเดิมเอาไว้
เพื่อเล่าเรื่องราวของตัวอาคารเก่าไปพร้อมกับการมอบประสบการณ์ความผ่อนคลายให้กับแขกผู้เข้าพักอย่างลงตัว
หนึ่งในดีไซน์ของ Boutique 87 ที่มอบประสบการณ์ให้กับแขกได้อย่างชัดเจน คือ พื้นที่ที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่นั่งเล่นกับลานด้านหน้า ซึ่งพื้นที่ภายในที่ขยายออกไปนอกตัวอาคาร จะมีลักษณะที่ยังคงความสูงเกือบเท่ากับพื้นลาน โดยมีความแตกต่างของระดับความสูงเพียงเล็กน้อย และไม่มีกำแพงกั้นระหว่างภายในกับภายนอก ทำให้ห้องนั่งเล่นรู้สึกโล่งและกว้าง ผู้ที่ใช้พื้นที่จะได้รับบรรยากาศของลาน (เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นประเทศศรีลังกา) ที่ร่มรื่น พร้อมดื่มดํ่าไปกับความสงบของธรรมชาติของประเทศศรีลังกา
ชั้นแรกของตัวอาคารจะมีเพดานที่สูง รวมไปถึงช่องเปิดขนาดใหญ่ที่ทอดยาวจากชั้นแรกไปยังชั้นสอง ช่วยเพิ่มการระบายอากาศ และช่วยเชื่อมต่อทั้งห้องนั่งเล่นชั้นแรกและทางเดินชั้นสองเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ หลังคาที่ยื่นออกมาต่ำ ช่วยป้องกันฝนไม่ให้สาดเข้าสู่ห้องชั้นสองแม้ว่าจะเปิดหน้าต่างไว้ในช่วงฤดูฝนก็ตาม
สำหรับใครที่มีอาคารเก่า และอยากจะรีโนเวตให้เป็นโรงแรมบูติคที่ประสบความสำเร็จ Boutique 87 คือ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ตอบโจทย์การหลอมรวมดีไซน์โรงแรม และประสบการณ์ที่มอบให้กับลูกค้าได้อย่างลงตัว
หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
📍สำหรับท่านที่ต้องการดูงานโรงแรมระดับโลก ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังอย่าง Geoffrey Bawa ปรมาจารย์แห่งสถาปัตยกรรมเขตร้อน พร้อมจิบชาในสวนอังกฤษสุดโรแมนติก พลาดไม่ได้กับทริป “The Grand Hotel Tour Sri Lanka” ที่รวมวัฒนธรรม ชา สวน และสถาปัตยกรรมระดับโลกไว้ในหนึ่งเดียว
📍สอบถามข้อมูลได้ผ่าน:
Facebook หรือ ไลน์ OA
Line OA :
หรือโทร: 096-749-6868
เพราะเราเชื่อว่า ทำธุรกิจโรงแรมให้สำเร็จ ต้องเริ่มต้นที่ความรู้

 ขอพระขอบคุณคุณน้ำตาล Tatinut Wongwarisara ผู้บริหารโรงแรม AngeloLuxuryFamilySuite ที่เปลี่ยนมาจากโรงงานกระเบื้องซอยรัชด...
04/03/2026


ขอพระขอบคุณคุณน้ำตาล Tatinut Wongwarisara ผู้บริหารโรงแรม AngeloLuxuryFamilySuite ที่เปลี่ยนมาจากโรงงานกระเบื้องซอยรัชดา 32 ได้เปิดโรงแรมให้เป็นที่อบรมหลักสูตรบูติคโฮเทลมาสเตอรคลาส รุ่น 78 เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers
ให้นักเรียนจากทั่วประเทศไทยได้เข้าเรียนและดูงานครับ
4มีนาคม2569

  บูติคโฮเตลแห่งอุบลราชธานี อีกผลงานหนึ่งของทีมงานเรา อยู่หน้าสถานีรถไฟ อําเภอวารินชาราบ ดัดแปลงมาจากโกดังและโรงโรงแรมเก...
01/03/2026

บูติคโฮเตลแห่งอุบลราชธานี อีกผลงานหนึ่งของทีมงานเรา อยู่หน้าสถานีรถไฟ อําเภอวารินชาราบ ดัดแปลงมาจากโกดังและโรงโรงแรมเก่าอายุ 100 ปี ใครชอบบรรยากาศ แสงเงาน่าค้นหา และ ลึกลับ ลองไปพักที่นี่กันนะครับ #โรงแรมอุบลราชธานี

💡เกร็ตความรู้โรงแรมบูติคใช้จ่าย “น้อย" แต่ "ได้ราคา" ทำอย่างไร?คำตอบคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ครับหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจข...
20/02/2026

💡เกร็ตความรู้โรงแรมบูติค
ใช้จ่าย “น้อย" แต่ "ได้ราคา" ทำอย่างไร?
คำตอบคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ครับ
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจของการทำโรงแรมขนาดเล็ก นั้นก็คือ การดีไซน์ที่ประหยัดพลังงานและสอดคล้องกับบริบทหรือวัฒนธรรมไปในตัว เพื่อสร้างจุดขาย แนวคิดนี้สะท้อนชัดในผลงานของ Geoffrey Bawa ผ่านบ้านของศิลปิน Ena de Silva อย่าง Ena de Silva House ในปี 1962 ที่เมือง Colombo ประเทศศรีลังกา
📌Modern Tropical Living
Ena De Silva House เป็นสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมความทันสมัยเข้ากับบริบทท้องถิ่น (Modern Tropical) โดยที่พักแห่งนี้ได้ถูกออกแบบมาให้ตัวบ้านมีความเย็นสบายโดยไม่ต้องติดแอร์ แนวคิดหลักของบ้านคือ การแทนที่บ้านตะวันตกแบบปิด ด้วยสถาปัตยกรรมที่ “หายใจได้”
Bawa เปลี่ยนศูนย์กลางบ้านจากเตาผิงแบบสมัยใหม่ตะวันตก ให้เป็นลานเปิดโล่ง (Meda Midula) ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตากผ้าบาติคของ Ena de Silva แต่ยังเป็นหัวใจหลักของตัวอาคาร แหล่งแสง และระบบระบายอากาศธรรมชาติ
นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น :
- การใช้หลังคาชันและยื่นลึก และกระเบื้องดินเผา (Terracotta) เพื่อกันแดดและฝน
- ผนังและเพดานสไตล์โครงตาข่าย (Lattice) ด้วยไม้สักบางจุด เพื่อกรองแสงและรับลม
- สระน้ำและพื้นหิน เพื่อดูดซับความร้อนช่วงกลางวัน
- และการสร้างช่องลม เพื่อระบายอากาศผ่านอาคารกลาง (Cross ventilation)
ช่วยทำให้อุณหภูมิภายในลดลงประมาณ 5-7 องศา ผ่านลมที่ไหลเวียนทั่วตัวอาคารและแสงธรรมชาติที่ถูกกรองแล้วตลอดวัน โดยแทบไม่ต้องใช้แอร์เลย
ในส่วนของทางเดินภายในตัวอาคาร Bawa ใช้เทคนิคการยื่นผนังออกมา เพื่อทำเป็นพื้นที่สำหรับนั่งพัก นี่ไม่เพียงแต่จะเพิ่มพื้นที่โดยไม่ขยายโครงสร้าง แต่ยังเพิ่มความโปร่งโล่งเมื่อเดินผ่านอีกด้วย
ผนังที่ยื่นออกไปจะเป็นลักษณะการดีไซน์สไตล์ตาข่าย ทำให้ลมสามารถเข้าถึงพื้นที่ภายในได้ และกรองแสงภายในเวลาเดียวกัน
📌แนวคิดการจัดวางพื้นที่ (Spatial Design)
ตัวบ้านแตกออกเป็นกลุ่มอาคารย่อย (Pavilions) เชื่อมต่อกันรอบลานกลาง ทำให้พื้นที่ขนาด 750 ตร.ม. รู้สึกกว้างขึ้นผ่านช่องว่างระหว่างอาคาร ชั้นล่างที่เปิดโล่ง ทำหน้าที่เป็นแกนระบายอากาศ และช่วยให้การเคลื่อนที่ภายใน ค่อยๆไล่ลำดับจากพื้นที่ส่วนตัวไปสู่กึ่งสาธารณะและสาธารณะ เพื่อมอบประสบการณ์การความสงบแบบลํ้าลึก (Introspective) ให้กับผู้เข้าพัก
📌สรุป
Ena de Silva House เป็นหนึ่งในตัวอย่างของสถาปัตยกรรมที่นำเอาบริบทผู้เข้าพัก ภูมิอากาศ และวัฒนธรรม มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบ เมื่ออาคารสามารถสร้างความสบายด้วยตัวมันเอง พลังงานก็ลด ค่าใช้จ่ายก็ต่ำ แต่คุณค่าจะเพิ่มสูงขึ้น
เครดิตรูป : wallpaper.com/architecture/residential/ena-de-silva-house-geoffrey-bawa-sri-lanka
หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
สำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ เรากำลังจะจัดงาน Boutique Hotel Masterclass ในวันที่ 25 ก.พ. - 13 มี.ค. 2569 เนื้อหาครอบคลุม :
✅ การคิดจุดขาย, กลุ่มลูกค้า, การวิเคราะห์ที่ตั้ง และการออกแบบ
✅ เรียนรู้กฎหมาย, ภาษี, การคำนวนงบประมาณ และปีที่จะคืนทุน
✅ การวิเคราะห์โครงสร้าง และ การดัดแปลงอาคารเก่าเพื่อเพิ่มมูลค่า
✅ การศึกษาดูงาน, management, การตลาด และ Operation
ราคาเข้า Early Bird 89,000 บาท (เมื่อสมัครภายใน 10 ก.พ. เท่านั้น!!)
ราคาเข้าปกติ 120,000 บาท
***สนใจสมัคร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook
Line OA :
หรือ โทร : 096-749-6868

ทำไม Samer Boutique Stay จึงกลายเป็นโรงแรมบูติคยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ🚩 Case Study วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ ...
05/02/2026

ทำไม Samer Boutique Stay
จึงกลายเป็นโรงแรมบูติคยอดนิยม
ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
🚩 Case Study วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ Samer Boutique Stay (เสมอ บูติก สเตย์) ที่พักซึ่งเดิมเคยเป็นอาคารเก่าอายุกว่า 70 ปีในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ก่อนจะถูกนำมารีโนเวตให้กลายเป็นโรงแรมบูติกสุดชิคโดย คุณรินลิตา (เจ้าของที่พัก)
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Samer Boutique Stay คือ ทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกรุงเทพฯ อย่างถนนข้าวสาร และย่านเมืองเก่า ทำให้ที่พักแห่งนี้เหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อน (Group of Friends) คู่รัก (Couples) ไปจนถึงครอบครัว (Family)
จากการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้ากลุ่มเหล่านี้ พบว่ามักมองหาที่พักที่ให้ความรู้สึก “อยู่สบายเหมือนบ้าน” มากกว่าแค่พื้นที่สำหรับนอนพัก Samer Boutique Stay จึงเน้นการสร้างประสบการณ์การพักผ่อนที่อบอุ่น มีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับบรรยากาศของย่านเมืองเก่า ทั้งด้านการบริการ กิจกรรม ไปจนถึงดีไซน์ของห้องพัก เช่น การออกแบบห้องพักให้มีขนาดกว้างขึ้น จัดสรรพื้นที่ใช้งานอย่างเป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นโซนโซฟาและพื้นที่ดูทีวีภายในห้อง ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้เข้าพักหลายคนได้เป็นอย่างดี ไปจนถึงการเลือกใช้ลักษณะเตียงที่ทำให้ห้องดูกว้างขึ้น อย่างการใช้เตียงสองชั้น (Bunk Bed) ภายในห้องพักบางประเภท
ห้องพักของ Samer Boutique Stay ใช้โทนสีขาวเป็นหลัก เพื่อสร้างความรู้สึกสะอาด ผ่อนคลาย และทำให้ห้องดูโล่งและกว้างขึ้น ผสมผสานกับพื้นไม้สีน้ำตาลที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับพื้นที่ ทำให้เหมาะสำหรับการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนที่ต้องการใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างไม่อึดอัด
นอกจากนี้ Samer Boutique Stay ยังใส่ใจในรายละเอียดของการบริการ กิจกรรม และความสะอาดของห้องพัก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกที่พักของลูกค้ากลุ่ม Friends, Couples และ Family
Samer Boutique Stay จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำอาคารเก่ากลับมาสร้างคุณค่าใหม่ ผ่านการออกแบบที่เข้าใจทั้งพื้นที่ บริบท และพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว
🔹หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
🔹สำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ เรากำลังจะจัดงาน Boutique Hotel Masterclass ในวันที่ 25 ก.พ. - 13 มี.ค. 2569 เนื้อหาครอบคลุม :
✅ การคิดจุดขาย, กลุ่มลูกค้า, การวิเคราะห์ที่ตั้ง และการออกแบบ
✅ เรียนรู้กฎหมาย, ภาษี, การคำนวนงบประมาณ และปีที่จะคืนทุน
✅ การวิเคราะห์โครงสร้าง และ การดัดแปลงอาคารเก่าเพื่อเพิ่มมูลค่า
✅ การศึกษาดูงาน, management, การตลาด และ Operation
ราคาเข้า Early Bird 89,000 บาท (เมื่อสมัตนภายใน 10 ก.พ. เท่านั้น!!)
ราคาเข้าปกติ 120,000 บาท
***สนใจสมัคร หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง Facebook
Line OA :
หรือ โทร : 096-749-6868

ใครมี ‘ตึกเก่า’ ใน ‘ทำเลแย่’ ต้องรีบอ่าน!!Shoes Maker Home จากตึกแถวในซอยลึก สู่ AIRBNB สุดปัง!!🚩 Case Study วันนี้ เราจ...
14/01/2026

ใครมี ‘ตึกเก่า’ ใน ‘ทำเลแย่’ ต้องรีบอ่าน!!
Shoes Maker Home จากตึกแถวในซอยลึก สู่ AIRBNB สุดปัง!!
🚩 Case Study วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ Shoes Maker Home อดีตโรงงานรองเท้าเก่าของครอบครัวกิจยิ่งโสภณที่ถูกรีโนเวตให้กลายเป็น Airbnb โดย วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ (สถาปนิกที่ออกแบบทั้งสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในให้กับบูติกโฮเทลชื่อดังหลายแห่ง อย่าง อุทัยเฮอริเทจ เวฬาวาริน และ วิลล่าปาเต) และ Supergreen Studio
Shoes Maker Home เป็น Airbnb ที่ซ่อนอยู่สุดตรอกทองใบ ถึงแม้จะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่แค่เดินไม่กี่นาทีก็ตาม แต่ภายในตรอกกลับเข้าถึงได้ยากโดยเฉพาะผู้ที่นำรถมาเอง ดังนั้น การกำหนดกลุ่มลูกค้าจึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมาก ในการดีไซน์ Airbnb แห่งนี้
ปัจจัยหลักของทำเลนี้ คือการที่รถเข้าถึงลำบาก แต่เป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ภายในตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์เงื่อนไขเหล่านี้ได้ดีที่สุด คือ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Group of Friends ที่ไม่ได้พึ่งพารถยนต์ส่วนตัว และมุ่งเน้นการท่องเที่ยวในเมือง
วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ จึงนำลักษณะพฤติกรรมที่พบบ่อยใน 'กลุ่มเพื่อน' เป็นต้นแบบในการดีไซน์พื้นที่ภายใน เช่น การสร้างบรรยากาศโดยรวมของ Airbnb ให้มีความ ‘Instagrammable’ (สามารถถ่ายลงอินสตาแกรมได้)ผ่านโครงสร้างเดิมและการตกแต่งภายในที่พยายามรักษาร่องรอยของโรงงานในอดีตไว้ให้ได้มากที่สุด เช่น พื้นที่ล็อบบี้ชั้นหนึ่ง ที่เปิดเผยโครงสร้างอาคารเดิม รวมถึงผนังบางส่วนที่ยังคงเล่าเรื่องราวของโรงงานรองเท้าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นคราบเปื้อนบนผนังในยุคที่ยังเป็นโรงงาน หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเก่า ทำให้พื้นที่นี้เปรียบเสมือน Story Board ที่เชื้อเชิญให้แขกได้สัมผัสเสน่ห์ของการทำรองเท้า ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาใน Airbnb
นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนกลางยังผสมผสานกลิ่นอายของบ้านพักฤดูร้อนแบบสบายๆ (Casual Summer House Vibe) ด้วยการจัดพื้นที่แบบโปร่งโล่ง ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เช่น พื้นที่ยื่นเล็กๆ จากชั้นสองที่มองลงมายังล็อบบี้ชั้นหนึ่ง ช่วยเชื่อมโยงพื้นที่เข้าด้วยกัน และทำให้บรรยากาศโดยรวมดูเปิดกว้างยิ่งขึ้น และการเลือกใช้ที่นั่งแบบนั่งพื้น ยังเสริมความอบอุ่นและความเป็นกันเองให้กับพื้นโดยรวมได้อีกด้วย
หัวใจของความสำเร็จของ Airbnb แห่งนี้ไม่ได้เริ่มจากการแก้ปัญหาทำเลด้วยการฝืนดึงลูกค้าทุกกลุ่มเข้ามา แต่เริ่มจากการ ยอมรับข้อจำกัดของพื้นที่ แล้วเลือกกลุ่มลูกค้าที่ ‘ใช่’ กับทำเลนั้นจริงๆ จากนั้นจึงนำพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมายมาเป็นแกนหลักในการออกแบบ ทั้งบรรยากาศ การใช้งานพื้นที่ และเรื่องราวของอาคาร
สำหรับใครที่มีตึกเก่า ทำเลไม่เด่น หรือเข้าถึงยาก Shoes Maker Home คือกรณีศึกษาที่บอกเราว่า ถ้าเลือกกลุ่มลูกค้าให้ถูก และออกแบบให้ตอบโจทย์ ‘ทำเลที่เคยเป็นปัญหา’ อาจกลายเป็น ‘จุดขายที่ไม่มีใครเหมือน’ ได้เช่นกัน
🔹หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
🔹สำหรับท่านที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมและต้องการหาความรู้เบื้องต้น เรากำลังจะจัดงานสัมมนา Bedtalk 2 : Trend and Design of World Class Hotel ในวันที่ 24 - 25 มกราคม 2569 ซึ่งในงานจะเล่าถึงจุดขายและกลุ่มลูกค้าที่โดดเด่น เช่น กลุ่ม LGBTQ+, Silver Hair, Wellness และ Sustainability ของสุดยอดโรงแรมชั้นนำจากทั่วโลก
ราคาเข้าปกติ 14,000 บาท
นักเรียนเก่า 7,900 บาท
ผู้ใช้ Homemade Stay เข้าร่วมงานฟรี!
เพราะเราเชื่อว่า ทำธุรกิจโรงแรมให้สำเร็จ ต้องเริ่มต้นที่ความรู้
***ขั้นตอนการสมัคร
1️⃣ โอนค่าลงทะเบียนมาที่บัญชีกสิกรไทย
ชื่อ วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ เลขบัญชี 007-2-70371-5
2️⃣ กรอกแบบฟอร์มผู้เข้าร่วมงาน
https://forms.gle/pQ8fMKLePbQuRbxW6
3️⃣ สามารถแนบสลิปชำระเงินผ่านทาง Facebook หรือ ไลน์ OA
Line OA :

“หัวใจของการทำโรงแรมให้ประสบความสำเร็จคือการเก็บค่าห้องให้ได้ราคาแพงและการที่จะทำให้ขายห้องออกจะต้องเลือกกลุ่มลูกค้าให้ถ...
26/12/2025

“หัวใจของการทำโรงแรมให้ประสบความสำเร็จ
คือการเก็บค่าห้องให้ได้ราคาแพง
และการที่จะทำให้ขายห้องออก
จะต้องเลือกกลุ่มลูกค้าให้ถูกจุด”

- วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์

โจทย์ที่ผมได้รับอยู่บ่อยๆ คือการทำโรงแรมในพื้นที่ที่ห่างไกล ซึ่งก็มีโอกาสทำมาแล้วหลายแห่งและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
แต่สำหรับโรงแรม Uthai Heritage แห่งนี้ มีความท้าทายเป็นพิเศษ ด้วย 2 เหตุผลหลัก คือ
1. อุทัยธานีเป็นจังหวัดที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ กว่า 3 ชั่วโมง และ
2. ยังไม่มีโรงแรมราคา 3,000 บาทขึ้นไปในตัวเมืองเลย
ในฐานะคนออกแบบ สิ่งที่ผมเริ่มทำก่อนเป็นอย่างแรกคือการทำ Research กลุ่มลูกค้าและการทำ Feasibility Study เพื่อประเมินว่ากลุ่มลูกค้ากลุ่มไหนจะมีความสามารถจ่ายเงินได้ 3,000 บาท ตามตัวเลขที่ได้คำนวณไว้
กลุ่มที่ผมพบว่ามีศักยภาพสูงมากหลัง COVID ก็คือ “กลุ่ม Family” และ “กลุ่ม Silverhair” สองกลุ่มนี้มีปัจจัยเกิดขึ้นมาจากช่วงหลัง COVID คนต้องเดินทางขับรถ จำเป็นต้องรวมเพื่อนเพื่อให้เดินทางด้วยกัน เกิดเป็นกลุ่ม Family (หรือกลุ่ม Group of Friends) ส่วนอีกกลุ่มคือ Silverhair ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีเวลา และให้ความสำคัญกับการเดินทางพร้อมครอบครัว หรือเพื่อนรุ่นเดียวกันหลัง COVID
ข้อดีของสองกลุ่มนี้คือ การที่มีคนจองคนเดียว แต่จะพาคนข้างหลังมาด้วยอีก 5–6 คน
จากจุดนี้เป็นจุดที่ผมเริ่มลงมือออกแบบ โดยการวางรูปแบบ Room Type หรือรูปแบบของเตียง ก่อนที่จะเริ่มออกแบบ
ในแง่ Architecture หรือว่าความสวยงาม
สำหรับโรงแรมที่มี Room Type ประเภทนี้ เราพบว่าในแถบ Europe ไม่มีโรงแรมสำหรับครอบครัวเลย จะเป็นโรงแรม Twin หรือ Single เป็นหลัก กลุ่มครอบครัวที่มาพักมักจะจองไว้สองห้องเพื่อเปิดเชื่อมถึงกัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจองห้อง ค่อนข้างสูง
แต่จากประสบการณ์การเดินทางไปทั่วโลกมานับสิบปี ผมพบว่าที่ประเทศญี่ปุ่น มีโรงแรมสำหรับครอบครัวหลายแห่ง ห้องพักแต่ละแห่งสามารถรองรับผู้เข้าพักได้มากกว่า 2 คน ไม่ว่าจะเป็น 4 คน 6 คน หรือแม้แต่ 8 คน โดยการเพิ่ม จำนวนเตียงในแต่ละห้อง
สำหรับการวางผังห้องพักของกลุ่มลูกค้า ผมเลือกออกแบบให้มีห้องที่สามารถรองรับผู้เข้าพักได้ถึง 4 คน โดยไม่จำเป็น ต้องจองสองห้องเหมือนโรงแรมทั่วไป
อย่างห้อง Teacher's Room ในราคา 5,800 บาท ซึ่งเป็นห้องขนาดกว้าง พร้อมเตียง King Bed 2 เตียง ถูกออกแบบ มาเพื่อรองรับทั้งกลุ่ม Family และกลุ่ม Silverhair ที่เดินทางพร้อมเพื่อนหรือครอบครัว และต้องการความสะดวกสบาย ในการใช้งานพื้นที่ หรือแม้กระทั่งในกรณีที่พื้นที่ห้องมีขนาดจำกัด เช่น Boarder's Room ในราคา 5,300 บาท กับการ เลือกใช้เตียงแบบ Bunk Bed (เตียงสองชั้น) ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่และตอบโจทย์เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยังมีห้องพักอย่าง Alumni Suite หรือ Alumni Double Suite ที่นอนได้สูงสุดถึง 8 คน สามารถขายได้ถึง 9,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาห้องพักคู่แข่ง และราคาที่ดินของจังหวัดอุทัยธานี
จากกระบวนการนี้จะพบว่า การออกแบบและเรื่องความสวยงามตามมาเป็นสิ่งท้าย ๆ ด้วย Roomtype 4, 6, 8 คนทำให้ห้องพักที่นี่ประสบความสำเร็จมาก ดังนั้น หัวใจสำคัญของการกำหนด Roomtype สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ ในการจ่ายจึงมีความสำคัญมากสำหรับ Owner หรือสถาปนิกที่อยากออกแบบโรงแรมและอยากประสบความสำเร็จ
สื่ออ้างอิง :
https://www.uthaiheritage.com
หากคุณกำลังมองหาความรู้ในการแปลงบ้านหรือตึกเก่าให้กลายเป็นธุรกิจบูติคโฮเต็ลที่สามารถทำกำไรสูง ฝากกดติดตามเพจเปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล เพื่อไม่พลาดหลักสูตรการอบรมดีๆ หรือร่วมทริปดูงานบูติคโฮเต็ลระดับโลกกับเราได้
สำหรับท่านที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมและต้องการหาความรู้เบื้องต้น เรากำลังจะจัดงานสัมมนา Bedtalk 2 : Trend and Design of World Class Hotel ในวันที่ 24 - 25 มกราคม 2569 ซึ่งในงานจะเล่าถึงจุดขายและกลุ่มลูกค้าที่โดดเด่น เช่น กลุ่ม LGBTQ+, Silver Hair, Wellness และ Sustainability ของสุดยอดโรงแรมชั้นนำจากทั่วโลก
Early Bird 9,900 บาท (ก่อน 30 ธันวาคม เท่านั้น!)
นักเรียนเก่า 7,900 บาท
เพราะเราเชื่อว่า ทำธุรกิจโรงแรมให้สำเร็จ ต้องเริ่มต้นที่ความรู้
***ขั้นตอนการสมัคร
1️⃣ โอนค่าลงทะเบียนมาที่บัญชีกสิกรไทย
ชื่อ วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ เลขบัญชี 007-2-70371-5
2️⃣ กรอกแบบฟอร์มผู้เข้าร่วมงาน
https://forms.gle/pQ8fMKLePbQuRbxW6
3️⃣ สามารถแนบสลิปชำระเงินผ่านทาง Facebook หรือ ไลน์ OA
Line OA :
#เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล #โรงแรมบูติค #รีโนเวต

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to เปลี่ยนบ้านเก่าเป็นบูติคโฮเต็ล : The School of Creative Hotel Makers:

  • Want your business to be the top-listed Hotel?

Share